"อีเอ็มซี"สบช่องวิกฤติการเมืองไทยดันใช้จ่ายไอทีโตส่งโซลูชั่นสร้างความต่อเนื่องธุรกิจรับความต้องการลูกค้าองค์กร เชื่อเอกชนยังลงทุนต่อ
นายนฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วิกฤติการเมืองในไทยผลักดันให้องค์กรธุรกิจตื่นตัวลงทุนไอทีมากขึ้น โดยเฉพาะโซลูชั่นสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ (บีซีพี) ขณะนี้มีลูกค้าติดต่อมาจำนวนมาก ทั้งการเงินการธนาคาร โทรคม การผลิต ภาคบริการและดิสทริบิวชั่น
“ภัยธรรมชาติและการเมืองได้เพิ่มโอกาสและความต้องการลงทุนใหม่ๆ แง่เทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มีความพร้อมสามารถช่วยให้ภาคธุรกิจพัฒนาความสามารถการแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ต้นทุนต่ำลง”
ที่ผ่านมาการชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบกับลูกค้าบางรายทำให้ไม่สามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ได้ ดังนั้นต้องเตรียมความพร้อม เช่น ศูนย์สำรองข้อมูลไว้ทดแทน หากไม่แก้ปัญหาสิ่งที่จะตามมา คือ กระทบทั้งการสร้างรายได้ ผลผลิต สร้างความกดดันให้เจ้าหน้าที่ไอที รวมไปถึงลูกค้าและพนักงาน
ผลสำรวจจากอีเอ็มซีระบุว่า โดยเฉลี่ยหากระบบล่มจะส่งผลให้ธุรกิจองค์กรใหญ่สูญเงินราว 750 ดอลลาร์ต่อนาที 45,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และ 8 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายด้านไอทีภาคเอกชนและองค์กรใหญ่ยังมีให้เห็นต่อเนื่อง ส่วนคอนซูเมอร์ค่อนข้างอ่อนไหวจึงหวังว่าเหตุการณ์จะจบได้เร็ว ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวชัดเจน เบื้องต้นพบว่ามีโครงการถูกเลื่อนออกไปแล้วราว 90% แต่หากจบได้ในไตรมาส 1 กำลังซื้อยังมีโอกาสกลับคืนมา
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากเอกชน 80% ภาครัฐ 20% ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
สำหรับทิศทางธุรกิจอีเอ็มซีปีนี้ ใช้กลยุทธ์นำเสนอสินค้าที่ครอบคลุมเน้นการสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ศูนย์สำรองข้อมูล และระบบรักษาความปลอดภัย ด้านช่องทางจำหน่ายให้คู่ค้ารายเก่าเป็นผู้ทำตลาด แต่เตรียมยกระดับความสามารถให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และทำได้กว้างขึ้น
“เราได้เตรียมความพร้อมไว้ทั้งภาวะปกติ และเมื่อมีวิกฤติเทียบกับคู่แข่งมั่นใจว่ามีโซลูชั่นครอบคลุมมากที่สุด ภายในปีนี้มีเปิดตลาดสินค้าใหม่เพิ่มรองรับเทคโนโลยีโมบาย คลาวด์ บิ๊กดาต้า และโซเชียล เน็ตเวิร์ค”
บริษัทคาดว่าปีนี้จะสามารถเติบโตได้อย่างน้อยเป็นตัวเลข 2 หลัก จากครึ่งปีแรกสามารถโตได้เกิน 100% สัดส่วนรายได้จาก สตอเรจ 65% สำรองข้อมูล 15% ซิเคียวริตี้ 10% และอื่นๆ 10%





