อีเอ็มซี เมินการเมืองไม่กระทบลงทุนชี้ภัยธรรมชาติส่งผลกระทบมากกว่า เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง ลุยส่งสตอเรจรุ่นใหม่ เจาะลูกค้าระดับกลาง-เอสเอ็มอี
นายโธมัส ทอม แซ็ค ประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจอีเอ็มซี บริษัทยังคงเดินหน้าทำตลาดสตอเรจในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังเห็นสัญญาณการลงทุนขององค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และเอสเอ็มอี
นอกจากนี้ ตลาดประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอยู่อันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ อันดับ 1 และอินโดนีเซีย อันดับ 2
นายนฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบด้านการเมือง ไม่มีสัญญาณการลดการลงทุนในภาคธุรกิจ ซึ่งหากจะกระทบ กลุ่มที่จะส่งสัญญาณก่อนก็คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และเอสเอ็มอี แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณนั้น
"ผมมองว่า ถ้าเป็นภัยธรรมชาติ ผลกระทบจะเยอะ และเห็นเร็วกว่า แต่ขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังลงทุน โดยเป็นช่วงของการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีด้วย ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ เอ็นเตอร์ไพร์ส เขาลงทุนต่อเนื่องอยู่แล้วเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของเขา และกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และเอสเอ็มอี เป็นกลุ่มที่ลงทุนเยอะในช่วงที่ผ่านมา"
กลยุทธ์ทำตลาดจากนี้ อีเอ็มซีจะเน้นรุกตลาดสตอเรจระดับกลาง (Mid Tier Storage) มากขึ้น เน้นเจาะองค์กรธุรกิจขนาดกลาง เอสเอ็มอี โดยปัจจุบันอีเอ็มซีมีส่วนแบ่งการตลาดสตอเรจระดับกลางราว 18% ตั้งเป้าการรุกตลาดเพิ่มครั้งนี้จะดันส่วนแบ่งการตลาดปีหน้าเพิ่มเป็น 23% โดยเขามองว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกไม่ต่ำกว่า 80% หรือมีองค์กรอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 องค์กรที่ยังพร้อมลงทุน
ส่วนการวิจัยและพัฒนานั้น ที่ผ่านมา อีเอ็มซีได้จัดสรรงบเพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการเข้าซื้อบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ราว 22% ของรายได้ทั้งหมดของอีเอ็มซี เพื่อเข้าเสริมความแข็งแกร่ง และความมีประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้า
ทั้งนี้ แนวโน้มที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเชื่อมโยงการใช้ชีวิตของผู้คน ควบคู่กับความนิยมของอุปกรณ์โมบายต่างๆ ส่งผลให้เกิดบิ๊กดาต้า ข้อมูลมหาศาลต้องการการจัดเก็บ ตลาดสตอเรจ รวมถึงคลาวด์ คอมพิวติ้งจะเติบโตมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ที่ผ่านมา อีเอ็มซีได้ทำธุรกิจด้านสตอเรจสำหรับบิ๊กดาต้าคิดเป็นจำนวนเงินราว 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว ปัจจุบันอีเอ็มซี ครองอันดับ 1 ในตลาดสตอเรจทั่วโลก
นายนฐกร กล่าวด้วยว่า สำหรับตลาดในไทย ตลาดของบิ๊กดาต้าจะไปเร็วกว่าคลาวด์ เพราะปัจจุบันไทยมีข้อมูลมากอยู่แล้วทั้งที่มาจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค และการใช้งานโมบายดีไวซ์ เหลือแต่การนำมาบริหารจัดการด้วยอะนาไลติกให้นำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทรนด์การจัดการเป็นบิ๊ก ดาต้า กับเวอร์ช่วลไลเซชั่น จะผสานกันมากกว่าเป็นบิ๊กดาต้า กับคลาวด์ คอมพิวติ้ง





