ทันตแพทย์หญิงจากมหิดลค้นพบเปปไทด์ขนาดเล็กที่เป็นตัวทำลายกระดูกเบ้าฟัน ต่อยอดสู่การวิจัยเพื่อสร้างวัคซีนรักษาโรคปริทันต์อักเสบในอนาคต
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
ทันตแพทย์หญิงจากมหิดลค้นพบเปปไทด์ขนาดเล็กที่เป็นตัวทำลายกระดูกเบ้าฟัน ต่อยอดสู่การวิจัยเพื่อสร้างวัคซีนรักษาโรคปริทันต์อักเสบในอนาคต คว้าทุนวิจัยลอรีอัลร่วมกับนักวิจัยสาวจากเอ็มเทคและไบโอเทค
ปริทันต์อักเสบ หรือโรคเหงือกอักเสบนั้น อาจฟังดูไม่ร้ายแรง หากไม่ลุกลามจนทำลายฟันและเหงือก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ผศ.ทพญ. ศรัณยา ตันเจริญ จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รู้ซึ้งถึงปัญหาจุดประกายสู่งานวิจัย
:: สิ่งเล็กๆสู่งานใหญ่
จากทันตแพทย์ที่ต้องดูแลรักษาฟันของคนไข้มากมาย ผศ.ทพญ. ศรัณยาพบว่า คนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีอุบัติการณ์การเกิดโรคปริทันต์อักเสบ 60% ในขณะที่คนอายุ 60 ปีขึ้นไปอุบัติการณ์จะเพิ่มสูงเป็น 80% ทันที ไม่มีอาการแรกเริ่มแสดงให้เห็นจนรอยโรคลุกลาม และไม่มีวัคซีนรักษาโรคนี้
"เราค้นพบเปปไทด์ขนาดเล็กในเลือด เนื้อเยื่อเหงือก และน้ำเหลืองเหงือกของผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบชนิดลุกลามจากการวิเคราะห์โดยเทคนิคโปรตีโอมิกส์ พบว่า เปปไทด์ชนิดนี้กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวต้นกำเนิดที่สกัดจากเลือดของผู้ป่วยให้กลายเป็นเซลล์ที่ทำลายกระดูกเบ้าฟัน"
ผศ.ทพญ. ศรัณยาพบการแสดงออกของยีนที่ทำให้เกิดการทำลายกระดูกฟันจากภาพถ่ายซีทีสแกน และเมื่อทดสอบในหนูทดลองพบว่า หนูกลุ่มที่ได้รับการกระตุ้นด้วยเปปไทด์นี้ มีกระดูกเบ้สฟันถูกทำลายอย่างรุนแรง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง
นักวิจัยมุ่งหน้าผลิตโมโนโคนอล แอนติบอดีที่จำเพาะกับเปปไทด์ชนิดนั้น ซึ่งอาจเป็นกุญแจนำไปสู่การพัฒนาวัคซีนรักษาโรคปริทันต์อักเสบในอนาคต รวมถึงอาจต่อยอดสู่การรักษาภาวะแพ้ภูมิตนเองอีกด้วย
งานวิจัยเรื่อง "การผลิตโมโนโคนอล แอนติบอดีที่จำเพาะกับเปปไทด์ขนาดเล็กสำหรับรักษาโรคปริทันต์อักเสบชนิดลุกลาม" เป็น 1 ใน 4 ผลงานของนักวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยลอรีอัลประเทศไทย "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" (For Women in Science) ประจำปี 2556 ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซึ่งในสาขานี้ยังมีงานวิจัยของ ดร. จิตติมา พิริยะพงศา จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติที่ได้รับรางวัลอีก 1 ทุน
ดร.จิตติมา พิริยะพงศา จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “การใช้เทคนิค
ชีวสารสนเทศในการศึกษาบทบาทและกลไกใหม่ของไมโครอาร์เอ็นเอในการจับกับตำแหน่งเป้าหมายบนยีนส์โปรโมเตอร์” เป็นการใช้เทคนิคชีวสารสนเทศ คือ การนำเอาศาสตร์ทางด้านชีววิทยาและคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมกัน เพื่อทำนายหาตำแหน่งเป้าหมายของไมโครอาร์เอ็นเอที่อยู่บนลำดับเบสโปรโมเตอร์ของยีนกว่าสามหมื่นยีนในจีโนมคน และจัดตั้งฐานข้อมูลของข้อมูลดังกล่าวในรูปแบบเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าศึกษาและใช้งานได้ฟรี ถือว่าเป็นฐานข้อมูลแบบบูรณาการแห่งแรกของข้อมูลตำแหน่งเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งช่วยในการศึกษากลไกการทำงานของไมโครอาร์เอ็นเอ
นอกจากนี้การทดลองในห้องปฏิบัติการนั้นอาจจะทำได้ไม่เร็วมากและมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น นักวิจัยสามารถใช้ข้อมูลตรงนี้เพื่อคัดกรองตำแหน่งเป้าหมายและโฟกัสยีนที่สนใจได้ทันที ก่อนที่จะนำมาศึกษาต่อไปในเชิงลึก ซึ่งสามารถช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการดำเนินวิจัยอีกด้วย
:: วิทย์สีหวาน
ส่วน สาขาวิทยาศาสตร์เคมี ดร. ธริดาพร บัวเจริญ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับทุนจากงานวิจัยหัวข้อ “การค้นหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเชื้อจุลินทรีย์ที่พบในประเทศไทย” ด้วยมองเห็นว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายสูงทางด้านทรัพยากรชีวภาพรวมถึงจุลินทรีย์ ซึ่งสารออกฤทธิ์ของจุลินทรีย์บางชนิดมีประโยชน์ทั้งทางด้านการแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และสิ่งแวดล้อม เช่น สารออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเรีย เชื้อวัณโรค เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียก่อโรค หรือใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร เช่น สารออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคในพืช เช่น โรคใบไหม้ในข้าว โรคแอนแทรคโนสในพริก เป็นต้น
นักวิจัยชี้ว่า เป้าหมายของงานวิจัยนี้ คือ ต้องการค้นพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อนำไปพัฒนาต่อสำหรับเป็นยารักษาโรค หรือใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร เช่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับจุลินทรีย์และทรัพยากรชีวภาพของไทยอีกด้วย
สาขาวัสดุศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์สตรีที่ได้รับทุน คือ ดร.ศรชล โยริยะ จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “โครงการการขึ้นรูปฟิล์มท่อนาโนไทเทเนียและการประยุกต์ใช้งานด้านชีวการแพทย์”ที่วิจัยการขึ้นรูปฟิล์มท่อนาโนไทเทเนียด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้าเคมีแบบแอโนไดเซชันในสารละลายอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ คือการศึกษาคุณสมบัติของท่อนาโนไทเทเนียและออกแบบโครงสร้าง ขนาด รูปร่าง ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละด้าน โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้งานทางด้านชีวการแพทย์ เช่น ใช้เป็นวัสดุในการนำส่งตัวยา วัสดุห้ามเลือด และทำโครงร่างรองรับเซลล์ในวิศวกรรมเนื้อเยื่อและกระดูก เป็นต้น
ทั้งนี้ ฟิล์มท่อที่ค้นพบนี้มีคุณสมบัติความเข้ากันได้กับเลือดและร่างกายมนุษย์ และมีความสามารถในการส่งผ่านโมเลกุลยาหรือโปรตีนผ่านตัวท่อได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้การนำส่งตัวยามีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะวงการวิทยาศาสตร์มีนักวิทยาศาสตร์หญิงที่มีเอกลักษณ์และความเก่งแตกต่างกันไป นางสดับพิณ คำนวณทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ชี้ว่า บริษัท ลอรีอัล ได้จัดโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” เพื่อมอบทุนให้แก่นักวิทยาศาสตร์สตรีทั่วโลกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยมีนักวิจัยสตรีกว่า 1,500 ท่าน จาก 108 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับการยกย่องและสนับสนุนภายใต้โครงการนี้ และมีนักวิจัยสตรีของลอรีอัลที่ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองท่านด้วยกัน ลอรีอัลมีความตั้งใจในการสนับสนุนบทบาทนักวิทยาศาสตร์สตรี ในการค้นคว้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อสังคม ที่สอดคล้องกับจุดยืนของ มร.ยูชีน ชูแลร์ ผู้ก่อตั้งลอรีอัล ที่มีความเชื่อมั่นว่าการค้นคว้าวิจัยจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่สมดุล สมบูรณ์ และสวยงามยิ่งขึ้น
โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2545 ด้วยความร่วมมือระหว่างบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ลอรีอัล ประเทศไทยได้สานต่อโครงการฯ ในปีนี้เป็นปีที่ 11 มีการมอบทุนให้แก่นักวิทยาศาสตร์สตรีไทยที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี รวมแล้วทั้งสิ้น 44 ท่าน ลอรีอัล ประเทศไทยจะดำเนินโครงการฯ นี้ ต่อไปเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องบทบาทนักวิจัยสตรีไทย ในการอุทิศตนช่วยพัฒนาประเทศผ่านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ต่อไป





