นักวิเคราะห์จับตา "บิล เกตส์" หลังถูกกดดันให้ลงจากตำแหน่งประธานไมโครซอฟท์ พร้อมลุ้นผู้นำคนใหม่
สืบเนื่องจากกระแสข่าวว่ามีนักลงทุน 3 รายสำคัญที่ถือหุ้นไมโครซอฟท์ คอร์ป ไปล็อบบี้คณะกรรมการบริหารให้กดดัน "นายบิล เกตส์" ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัทยักษ์ซอฟต์แวร์โลกสละตำแหน่งประธานบริษัท ได้เกิดคำถามตามมาจำนวนมากคือ “เพราะเหตุใด” และ "อะไร" คือปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ที่เปรียบเสมือนไอค่อนของบริษัท และไอดอลแห่งวงการเทคโนโลยี ซึ่งยืนหยัดคู่กับบริษัทมากว่า 38 ปีต้องมีวันนี้...
เรื่องนี้นักวิเคราะห์จากนิตยสารฟอร์บส์มองว่า ผู้ถือหุ้นต้องการเห็นการบริหารจัดการบริษัทในวิถีทางที่ต่างออกไปจากเดิม ทั้งประเด็นสำคัญยังเกรงว่าอิทธิพลที่นายเกตส์มีจะไปขัดต่อการเปลี่ยนผ่านสู่กลยุทธ์ใหม่ รวมถึงจำกัดสิทธิการบริหารของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนใหม่ที่จะก้าวเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญให้บริษัทในอนาคต
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่สร้างความกังวลให้นักลงทุนอย่างมากคือการตัดสินใจของเขา รวมถึงนายสตีฟ บัลเมอร์ ซีอีโอคนปัจจุบัน ที่ใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 21,700 ล้านดอลลาร์เข้าซื้อกิจการบริษัท อควอนทีฟ, สไกป์, โนเกีย และบริษัทอื่นๆ โดยขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่จะได้กลับคืนมาคุ้มค่ากับที่ได้ลงทุนไปด้วยเงินที่ไม่น้อยหรือไม่
นอกจากนี้ ความพยายามก้าวสู่พื้นที่ใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมไฮเทคที่ยังไม่สร้างผลเชิงบวกต่อธุรกิจชัดเจน ได้ก่อให้เกิดคำถามสะท้อนกลับมาว่า จะดีกว่าไหมหากนำผลกำไรที่ได้ไปเพิ่มเงินปันผลนักลงทุนให้มากที่สุดเพื่อให้พวกเขานำเงินเหล่านั้นกลับมาลงทุนเพิ่ม แทนที่จะไปเดิมพันครั้งใหญ่กับอนาคตโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว และไม่มีอะไรแน่นอน
ล้างไพ่กรุยทางยุคใหม่
ท้ายที่สุด ไม่ว่านายเกตส์จะตัดสินใจอย่างไร คงไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะรู้สึกยินดีกับแนวคิดที่ต้องการลดบาทตัวเองลง ขณะเดียวกันยังไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรือตายตัวว่าควรทำอย่างให้เกิดความลงตัวต่อธุรกิจ ระหว่างเลือกใช้วิธีการของนายเกตส์กับนายบัลเมอร์ ที่ยึดติดกับการสร้างรายได้จากระบบปฏิบัติการวินโดว์ส โปรแกรมออฟฟิศ รวมถึงหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ให้อนาคตต่อไป หรือว่าควรตามใจนักลงทุน
อย่างไรก็ตามยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าบอร์ดบริหารให้ความสนใจกับความปรารถนาของนักลงทุนใหญ่ทั้ง 3 ราย ทั้งยังร้องขอไม่ให้เปิดเผยชื่อนักลงทุนทั้งหมดเนื่องจากการเจรจาดังกล่าวยังเป็นความลับ
ทว่าเมื่อใดที่แนวคิดดังกล่าวได้รับการตอบสนอง หมายความว่ายักษ์ซอฟต์แวร์จะเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ ทั้งแง่โครงสร้าง ทิศทางการบริหารจัดการ รวมถึงจุดโฟกัสธุรกิจ เรียกได้ว่าสายป่านเก่าๆ ถูกล้างออกไปจนหมด
เหตุเพราะนายบัลเมอร์วัย 57 ปี ซึ่งรับตำแหน่งซีอีโอของไมโครซอฟท์เป็นคนที่สองต่อจากนายบิล เกตส์ เป็นเพื่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ฮาร์วาร์ด ทั้งยังเป็นพนักงาน 30 คนแรกของไมโครซอฟท์จนกระทั่งปัจจุบันไมโครซอฟท์มีพนักงานทั่วโลกราว 1 แสนคน
ที่ต้องยอมรับคือทุกวันนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดว์สและออฟฟิศซึ่งเป็นตัวสร้างรายได้หลักให้ไมโครซอฟท์กำลังเดินสู่ขาลง แต่ทั้งนี้อีกมุมหนึ่งแม้ตลาดหดตัวแต่ในฐานะที่ผูกขาดตลาดมานานหากจับทางได้ถูกอาจเป็นไปได้ที่จะดึงจุดแข็งดังกล่าวมาสร้างกำไรได้อีกมหาศาล
ลุ้นนั่งเก้าอี้บอร์ดต่อ
สำนักข่าวต่างประเทศอีกรายกล่าวว่า นักลงทุนมองว่าไมโครซอฟท์ควรมีผู้นำคนใหม่ที่จะนำพาบริษัทเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคโมบาย พร้อมแข่งขันกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่างแอ๊ปเปิ้ล อิงค์ และกูเกิล อิงค์
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดอาจไม่รุนแรงขนาดที่พวกเขาถูกลดบทบาทไปจากบริษัทเสียเลย โดยข่าวรายงานว่า ทั้งเกตส์และบัลเมอร์ กำลังรอการเลือกตั้งเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นคณะกรรมการของบริษัท(บอร์ด) ในวันประชุมประจำปี 19 พ.ย.นี้
ปัจจุบันนายบัลเมอร์ออกมาประกาศแล้วว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งภายใน 12 เดือนข้างหน้า พร้อมเตรียมส่งต่อภารกิจให้ว่าที่ซีอีโอคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งให้คำมั่นไว้ว่าไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนแปลงโลกต่อไป
บอร์ดเผยว่า เขาจะยังทำหน้าที่เดิมจนมีแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ ระหว่างนี้ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ซึ่งเน้นการพัฒนาดีไวซ์ เช่น แทบเล็ต "เซอร์เฟซ" และเครื่องเล่นเกมคอนโซล "เอ็กซ์บ็อกซ์" ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลก รวมถึงการนำซอฟต์แวร์สำคัญๆ มาทำตลาดในรูปของการบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งนักลงทุนบางรายมองว่าผู้นำคนใหม่ไม่ควรผูกติดกับกลยุทธ์ดังกล่าว เนื่องจากเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แอ๊ปเปิ้ลและกูเกิลที่ทำได้ดีกว่าในตลาดโมบาย คอมพิวติ้ง
ข่าวกล่าวว่า กระทั่งขณะนี้ยังไม่มีรายชื่อผู้สืบทอดตำแหน่งเปิดเผยออกมา และเช่นเคยกรณีของเกตส์บริษัทไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ และยังไม่มีสัญญาณหรือประกาศใดๆ ออกมาอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันเขายังคงสถานะผู้ถือหุ้นรายบุคคลที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 4.5% ตามมาด้วยนายบัลเมอร์ที่ 4%
ที่แน่นอนที่สุด มรดกที่ผู้สืบทอดไม่อาจเลี่ยงได้คือแรงกดดันที่จะต้องนำพาบริษัทโดดเด่นให้ได้ในตลาดโมบาย ในขณะที่อุตสาหกรรมพีซีเริ่มถดถอยลง รวมถึงติดอาวุธให้ธุรกิจจากบรรดากิจการที่ซื้อเข้ามา โดยเฉพาะธุรกิจมือถือจากโนเกียที่นับเป็นความหวังใหม่ช่วยฟื้นการเติบโตให้ไมโครซอฟท์ยุคที่สมาร์ทโฟนแย่งซีนพีซี
คล้ายคลึงแต่แตกต่าง
ทุกความเคลื่อนไหวมีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมามีกรณีที่คล้ายคลึงกันมาก่อนแล้ว ครั้งซีอีโอในตำนานอย่าง "สตีฟ จ็อบส์" ถูกกดดันจากบอร์ดบริหารให้ออกจากตำแหน่งในบริษัทที่ตัวเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งขึ้นในวัย 30 ปี ซึ่งเขาได้ไปก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ ภายใต้ชื่อ "เน็กซ์" และร่วมก่อตั้งพิกซาร์ สตูดิโอสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันด้วยคอมพิวเตอร์ที่โด่งดัง
หลังจากแอ๊ปเปิ้ลที่ไม่มี"จ็อบส์" เพียง 1 ทศวรรษ ก็ต้องหันไปซื้อกิจการของเน็กซ์ เพื่อจะได้ตัวเขากลับมา และไม่ผิดหวังต่อผลงานที่เขาฝากไว้กระทั่งวาระสุดท้าย
เกตส์ และจ็อบส์ ต่างอยู่ในวัย และอุตสาหกรรมเดียวกัน สร้างชื่อมาในห้วงเวลาเดียวกัน แต่แรงกดดันให้ต้องออกจากตำแหน่งนั้นต่างกันถึง 28 ปี เหตุการณ์นี้จึงน่าติดตามว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไร





