มูลนิธิข้าวไทยร่วมกับสนช.จัดประกวดนวัตกรรมข้าวไทย กระตุ้นและจุดประกายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดค้นนวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์ข้าวสร้างมูลค่าเพิ่ม
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสนช. ได้จัดประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและจุดประกายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดค้นนวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์ข้าวไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในปี2556 มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 30 ผลงาน แบ่งเป็นระดับอุตสาหกรรมจำนวน 20 ผลงาน และระดับวิสาหกิจชุมชนจำนวน 10 ผลงาน ซึ่งหลักการในการพิจารณามี 4 ด้าน ได้แก่ 1. ความเป็นนวัตกรรม 2.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าว 3. โอกาสในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ และ4. ผลประโยชน์ที่สังคม และสิ่งแวดล้อมจะได้รับ โดยในปีนี้ผลงาน
ชนะเลิศอันดับหนึ่ง ระดับอุตสาหกรรม คือ แผ่นเจลข้าวกรดห้ามเลือดแบรนด์" ข้าววรางกูร " ที่ใช้เป็นวัสดุห้ามเลือดในการผ่าตัด ช่วยลดการนำเข้าวัสดุห้ามเลือดจากต่างประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวเจ้าได้กว่า 2,000 เท่า
รางวัลที่สอง เป็นแป้งรำข้าวของบริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว" คิง" ซึ่งนำรำข้าวมาสกัดน้ำมันมาแปรรูปเป็นแป้งรำข้าวที่มีความละเอียดและอุดมไปด้วยสารอาหาร และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 15 เท่า และอันดับสาม เป็นลิปสติกแบรนด์ " VOWDA" ของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด ที่นำนำมันรำข้วและไขรำข้าวมาเป็นส่วน
ผสมสำคัญในการผลิตลิปสติก ที่มีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอย และความหมองคล้ำของริมฝีปาก และใช้สีที่สกัดจากธรรมชาติ ทำให้ปลอดภัยกับผู้บริโภค ที่สำคัญสามรถสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 80 เท่า
สำหรับรางวัลกลุ่มของวิสาหกิจชุมชน ไม่มีรางวัลชนะเลิศ มีแต่รางวัลชมเชย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบพร้อมทาน โดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่นำมาอบทำเป็นขนมขบเคี้ยวพร้อมทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 7 เท่า
นวัตกรรมสร้างตลาดใหม่
สำหรับผลงานโดดเด่น ปีนี้คือ แผ่นเจลที่ได้จากแป้งข้าวเจ้าบริสุทธิ์ นำมาดัดแปลงโครงสร้างทางกายภาพให้เป็นเจล และเพิ่มสารเติมแต่งให้มีฤทธิ์เป็นกรดเมื่อสัมผัสของเหลวภายใน
ร่างกาย ทำให้ห้ามเลือดระหว่างผ่าตัดได้รวดเร็ว และย่อยสลายได้ในร่างกาย ซึ่งเป็นผลงานของนพ. สิทธิพร บุณยนิตย์ ศัลยแพทย์ประจำ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี
กล่าวว่า ในอนาคตจะมีการพัฒนาต่อยอดเป็นโฟมอุ้มน้ำแทนเจลลาติน รวมถึงการเป็นเส้นใยในการเย็บแผลและกาวเชื่อมเนื้อเยื่อ รวมทั้งขยายไปนำเอาวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศมาประยุกต์ใช้ เช่น ยางพารา มัน เผือก เป็นต้น
อีกหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ แป้งรำข้าว ที่ใช้ทดแทนแป้งสาลีและแป้งข้าวเจ้าได้ เพราะมีกากใยอาหารสูง เหมาะแก่การทดแทนแป้งสาลีและแป้งข้าวเจ้า ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างตลาดใหม่ให้กับธุรกิจในรูปแบบของการผลิตเพื่อส่งให้กับร้านค้า ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยรวมมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านบาท ที่มีอัตรการเติบโต 15-20% ต่อปี
"ข้อดีของนวัตกรรม ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขยายฐานลูกใหม่เพิ่มขึ้นเพราะมีสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้ทั้งในอุตสาหกรรมและผู้บริโภครายย่อยหลากหลาย ขณะเดียวกันก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ หากผู้ประกอบรายย่อยสามารถคิดค้นนวัตกรรมออกมายิ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นไม่ต้องใช้กลยุทธ์ราคาเข้าแข่งขัน"
จารุวรรณ วนาสิน คณะกรรมการโครงการ อดีตผู้บริหารบริษัทโฆษณาข้ามชาติ กล่าวเสริมว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นทางความคิดให้กับผู้ประกอบการไทย ในการคิดค้นนวัตกรรม แต่สิ่งที่สำคัญในการผลักดันนวัตกรรมให้สามารถพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเครือข่าย ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวางแผนกลยุทธ์การตลาด บรรจุภัณฑ์ รวมทั้งช่องทางจำหน่าย เพราะไม่มีทางที่ใครจะสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเองยิ่งในยุคที่การแข่งรุนแรง





