บอร์ดกสท.เห็นชอบให้ใบอนุญาตโครงข่าย"ช่อง 5"เพิ่ม หลังเสนอแผนเลิกสัมปทาน"ช่อง 7"ภายใน5ปี จากเดิมเหลือ 10 ปี ชี้หนุนเปลี่ยนสู่ทีวีดิจิทัล
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่าการประชุม บอร์ด กสท. วานนี้ (30 ก.ย.) ได้พิจารณาข้อเสนอจากกองทัพบก ผู้ให้สัมปทานสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กับบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด โดยกองทัพบกขอยุติสัมปทานช่อง 7 ภายใน 5 ปีจากนี้ หรือ ในปี 2561 จากเดิมสัมปทานช่อง 7 เหลือเวลาอีก 10 ปี หรือ สิ้นสุดปี 2566
แผนการยุติสัมปทานช่อง 7 ดังกล่าว กองทัพบกได้ยื่นขอรับใบอนุญาตโครงข่าย (mux) เพิ่มอีก 1 โครงข่าย ซึ่งบอร์ด กสท. เห็นว่าการเสนอยุติฟรีทีวี อนาล็อก ช่อง 7 จาก 10 ปี เหลือ 5 ปี "เป็นประโยชน์" ต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล จึง "เห็นชอบ" ให้จัดสรรใบอนุญาตโครงข่ายที่ 5 ให้กับ กองทัพบก ช่อง 5 อีก 1 โครงข่าย อายุใบอนุญาต 15 ปี จากเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ได้จัดสรรใบอนุญาตให้ช่อง 5 ไปแล้ว 1 โครงข่าย
"การทำหนังสือขอยุติสัมปทานช่อง 7 ภายใน 5 ปี เป็นสเต็ปสำคัญของการยุติฟรีทีวีอนาล็อก ก้าวสู่ทีวีดิจิทัล ถือเป็นการประกาศของฟรีทีวีรายใหญ่ที่จะยุติอนาล็อกใน 5 ปี ดังนั้น การเปลี่ยนสู่ทีวีดิจิทัลเต็มรูปแบบจะไม่เกินปี 2562 หรือใน 6 ปี เมื่อสิ้นสุดสัมปทานช่อง 3"
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ก.ย. และ วันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (บีบีทีวี) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ซึ่งเป็นผู้ซื้อซองประมูล ทีวีดิจิทัล บริการธุรกิจ ประเภทเอชดี และ วาไรตี้ ได้ส่งหนังสือถึง กสทช. เพื่อชี้แจงว่าบริษัทไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับบริษัท จันทร์ 25 จำกัด
ทั้งนี้ การจำหน่ายซองเอกสารประมูลทีวีดิจิทัล เมื่อวันที่ 10-12 ก.ย. ที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ได้ให้บริษัทในเครือซื้อซองประมูลทีวีดิจิทัล ช่องเอชดี เช่นเดียวกับบริษัท จันทร์ 25 จำกัด ที่ได้ซื้อซองประมูลช่องเอชดี ซึ่งทั้ง 2 บริษัท มีนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์และคู่สมรส เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด สัดส่วน 21% และถือหุ้นในบริษัทจันทร์ 25 สัดส่วน 99%
บอร์ด กสท. ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. ตอบหนังสือบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ ว่าภายใต้ประกาศฯ เงื่อนไขการประมูลทีวีดิจิทัล กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาต แต่ละประเภท "ยื่นเอกสารประมูล" ไม่เกินรายละ 1 ใบอนุญาต โดยผู้ยื่นซองประมูลในประเภทเดียวกัน จะต้อง "ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยวโยงด้านอำนาจการบริหาร หรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเดียวกันเกินกว่า 10%
ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ยื่นประมูลทีวีดิจิทัล จะดำเนินการหลังจากผู้ซื้อซองมายื่นซองเอกสารในวันที่ 28-29 ต.ค. นี้ ดังนั้น หลังจากวันที่ 29 ต.ค. นี้ สำนักงานฯ จะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ยื่นซอง หากพบว่าผู้ยื่นซองประเภทเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นร่วมกันเกินสัดส่วน 10% จะดำเนินการ "ตัดสิทธิ" ผู้ยื่นซองทั้ง 2 บริษัททันที





