วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้านคอร์รัปชันหนุน'นักวิชาการ-สื่อ'สู้คดีกทค.

"เดือนเด่น"เมินไกล่เกลี่ยคดีหมิ่น"กทค.-กสทช."ยันทำหน้าที่ถูกต้อง ด้านองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันออกโรงป้อง"นักวิชาการ-สื่อ"สู้คดี

จากกรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนางสาวณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว รายการ "ที่นี่ ไทยพีบีเอส" สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กรณีการนำเสนอข่าวความกังขาของการทำสัญญาสัมปทาน คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายในงานแถลงข่าว "การปกป้องการข่มขู่ผู้ให้ข้อมูลกับสังคม" โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นั้น

นางเดือนเด่น กล่าวว่า พร้อมเดินหน้าสู้คดีเต็มที่และคงไม่เข้าไปไกล่เกลี่ยใดๆ ขณะนี้ได้เตรียมเก็บข้อมูล รายละเอียด รวมถึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมด มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาอะไร ด้านขั้นตอนเนื่องจากยังไม่ได้รับฟ้อง ศาลอาญาได้นัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกวันที่ 2 ธ.ค.2556 “ส่วนตัวไม่รู้สึกกลัวอะไร ทั้งมั่นใจด้วยว่าได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง พิสูจน์ได้ด้วยหลักฐาน หากทาง กทค. เห็นว่าไม่เป็นจริงตามนั้นขอให้นำหลักฐาน เช่น รายงานอนุกรรมการเตรียมความพร้อมการประมูลคลื่นความถี่ 1800 ออกมาเปิดเผยและพิสูจน์ต่อสาธารณชน

นางเดือนเด่น ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นตัวบุคคล เพราะความตั้งใจที่แท้จริงคือวิจารณ์นโยบาย ที่ผ่านมาเอ่ยแต่ชื่อองค์กรและหวังให้มีชี้แจงต่อประเด็นที่สังคมสงสัยเช่น อ้างว่าย้ายผู้บริโภคไม่ทัน หรือทั้งๆ ที่ทราบถึงสถานการณ์ดีอยู่แล้วเหตุใดไม่นำคลื่นความถี่ไปประมูลและให้เอกชนดูแลต่ออีก 1 ปี

ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาเปิดเผย ได้ศึกษาตัวอย่างจากต่างประเทศมาอย่างดี โดยนำตัวอย่างของประเทศอังกฤษที่ประมูล 3จี ล่าช้า ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย โดยมีค่าเสียโอกาสกว่า 5-7 เท่าของมูลค่าคลื่นความถี่มาอ้างอิง หากสะท้อนกลับไปที่กรณีของคลื่น 1800 หากล่าช้า เมื่อคำนวณเบื้องต้นจากตัวอย่างดังกล่าวแล้วมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจมีมูลค่านับแสนกว่าล้านบาท ดังนั้นจึงขอให้ กทค.ชี้แจงว่ามีต้นทุนแค่ไหนและอย่างไร

นางเดือนเด่น ระบุว่า สิ่งเกิดขึ้นภายใต้วิกฤตินี้ นับว่ามีโอกาสจุดประกายให้หลายภาคส่วนของสังคมเข้ามาตรวจสอบองค์กรดังกล่าวมากขึ้น ที่เห็นมีทั้งจากภาคประชาชน เอกชน สังคม สื่อมวลชน ทั้งแง่การบริหารจัดการและการใช้งบประมาณ รวมถึงเห็นกระบวนการตรวจสอบทางรัฐสภาด้วย เชื่อว่าหากทุกฝ่ายรวมตัวกันได้จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถสู้ได้ ท่ามกลางวิกฤติมักมีโอกาสที่ดีเกิดขึ้นมาด้วย ท้ายที่สุดอยากเห็นโมเดลการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งมาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ออกโรงหนุนการเงิน-ปรึกษา

ด้านคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม รองประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) กล่าวว่า องค์กรขอคัดค้านท่าทีขอเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งกรณี กทค.คุกคามและปิดกั้นเสรีภาพการนำเสนอข่าวสารของนักวิชาการและสื่อมวลชนข้างต้น และกรณีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ(อบจ.สมุทรปราการ) ฟ้องหมิ่นประมาทนายสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 กรณีเสนอข่าวความไม่โปร่งใสการใช้งบประมาณอุดหนุนวัด

"หน่วยงานภาครัฐควรมีหลักธรรมาภิบาลและเปิดกว้างรับการตรวจสอบในประเด็นที่กระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมคุกคามเหล่านี้เกิดจากการนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนที่แสดงถึงความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การคอร์รัปชัน และอาจทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐได้เพราะเกรงกลัวต่ออิทธิพลและอันตรายที่จะเกิดขึ้น"

ขอเรียกร้องดังนี้ คือ 1.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์โดยกรณีของ อบจ.สมุทรปราการ ขอให้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และป.ป.ช. ส่วนกรณี กทค.ขอให้มีการตรวจสอบโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. พร้อมด้วยคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 70 หรือ ซูเปอร์บอร์ด กสทช.

นอกจากนี้ ขอให้ กทค. และนายกอบจ.สมุทรปราการ ออกมาแสดงข้อมูลและตอบคำถามต่อสาธารณะ พร้อมผู้ถูกกล่าวหา ในเวทีสาธารณะที่ทางองค์กรจะจัดขึ้นร่วมกับองค์กรเครือข่าย

คุณหญิงชฎา กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าคนที่พร้อมจะร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปสื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่นำเสนอความจริง จำต้องมีความกล้าที่จะเปิดโปงพร้อมรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา ด้านองค์กรพร้อมช่วยผลักดันและสนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยวางยุทธศาสตร์การทำงานไว้คือ 1.ป้องกัน 2.เปิดโปง 3.ปลูกฝังตั้งแต่ระดับเยาวชน 4.ร่วมปกป้องบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง “ขอปลุกพลังคนที่ต้องการเข้าร่วมการเปิดโปงการโกง แต่เกรงกลัวอิทธิพล ให้กล้าออกมาตีแผ่ความจริงต่อสังคมมากขึ้น เพื่อขจัดการโกงให้หมดไปจากประเทศไทย

นายวิชัย อัศรัสกร เลขาธิการองค์กร กล่าวเสริมว่า จริงอยู่ว่า ผู้ฟ้องมีสิทธิตามกฎหมาย ทว่าผู้ที่ถูกฟ้องร้องกลับ ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งกันโดยตรง แต่เป็นผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนหรือนักวิชาการ ซึ่งนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อประชาชน กรณีที่เกิดขึ้น องค์กรถือว่าบุคคลเหล่านั้นทำหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว จากนี้พร้อมให้ความช่วยเหลือในฐานะที่ปรึกษา พร้อมการเงินอย่างเต็มที่