โมกุเม่กาเนผลงานนิสิตเอกจิวเวลลี่จากมศว.ภายใต้โครงการบริษัทจำลอง สยามธาราวัลก์
เครื่องประดับ “โมกุเม่กาเน”ผลงานนิสิตเอกจิวเวลลี่จากมศว.ภายใต้โครงการบริษัทจำลอง สยามธาราวัลก์
บริษัทจำลอง สยามธาราวัลก์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 6 ปี โดยบริษัทจำลองสยามธาราวัลก์ นี้เป็นการรวบรวมความรู้และความสามารถทั้งหมดที่ได้เรียน มาทำเครื่องประดับ ทั้งการออกแบบ วางแผนการผลิต การผลิต และวางแผนออกสู่ตลาด ซึ่งได้มีการวิจัยและพัฒนา “โมกุเม่กาเน” มาเป็นจุดเด่นของเครื่องประดับ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
โมกุเม่กาเน (Mokume Gane) เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น โดย โมกุเม่(Mokume) หมายถึง ลายของเนื้อไม้ กาเน่(Gane) หมายถึง โลหะ เมื่อนำมารวมกันจะถอดความได้ว่า โลหะที่เป็นลายของไม้ ซึ่งเป็นรูปแบบลายของโลหะที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของเทคนิคการทำโลหะที่ถูกพัฒนาจากประเทศญี่ปุ่นประมาณ 300 – 400 ปีมาแล้ว แรกเริ่มจากการผลิตดาบซามูไรที่ต้องขึ้นรูปด้วยการตี การตีขึ้นรูปนั้นต้องทำซ้ำไปซ้ำมาหลายๆครั้งจนดาบนั้นมีความบางและคมราวกับใบมีดโกน เมื่อระยะเวลาผ่านไปจึงได้กลายมาเป็นการทำโมกุเม่กาเน
การทำโมกุเม่กาเนเริ่มจากการทำชั้นโลหะตั้งแต่ 2 ชั้นหรือมากกว่ามาซ้อนกันเป็นชั้นๆหลังจากที่มีการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้ความดัน และให้ความร้อนที่เหมาะสมจนแผ่นของโลหะเกิดการเชื่อมติดกันโดยที่โลหะยังคงเป็นของแข็งอยู่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการทำโมกุเม่กาเน เมื่อได้โลหะที่ติดกันแล้วจึงนำไปทำให้เชื่อมติดกันด้วยลายต่างๆด้วยวิธีการขึ้นรูป เช่น การตี การม้วนบิด การแกะสลัก โดยสามารถทำให้เกิดลวดลายอย่างมีแนวเป็นระเบียบหรือเฉพาะเจาะจงได้ แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง คือ ชนิดของโลหะ อุณหภูมิและความดันที่ใช้ระหว่างขบวนการผลิต รวมไปถึงเทคนิคและขั้นตอนในการขึ้นรูปเพื่อให้เกิดลวดลาย
เทคนิคที่ว่านี้ถูกคิดค้นโดยการใช้โลหะซ้อนกันเป็นซ้ำๆ โดยไม่มีส่วนผสมของเหล็ก ใส่อยู่ในบล็อกเหล็กกล้าและให้ความร้อนในเตาเผาที่อุณหภูมิประมาณ 700 - 900 องศาเซลเซียส ควบคุมให้บรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งความร้อน ความดัน ทั้งนี้ต้องอยู่ในสภาวะที่อะตอมสามารถเคลื่อนที่รวมกันได้โดยไม่หลอม ผลของการรวมตัวกันอย่างเป็นระเหยของโลหะจากการเผาในเตา การตีการม้วนทำให้โลหะบางลง จะทำให้พื้นผิวของชั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งการขึ้นรูปในขั้นตอนสุดท้ายทำให้ได้โลหะที่สวยงามคล้ายลายไม้ขึ้นมา





