วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เซนส์' ผู้ช่วยผู้ป่วยอ่อนแรง

จากประสบการณ์ที่สั่งสมในวงการไอทีกว่า 5 ปีและความชอบส่วนตัว ทำให้ ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ พัฒนาอุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางสายตาได้ในเวลาไม่ถึงปี

ประสบการณ์ในธุรกิจไอทีกว่า 5 ปีทำให้ ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ ใช้เวลาไม่ถึงปีพัฒนาอุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางสายตาสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตและกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้สำเร็จ

3 ปีก่อนเขาได้รับโจทย์จากเพื่อนให้ช่วยพัฒนาอุปกรณ์ช่วยสื่อสารระหว่างเขากับพ่อที่ป่วยที่เป็นโรคเอแอลเอส หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งโรคนี้ปัญหาอยู่ที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูดจาหรือเขียนหนังสือได้ ทั้งที่สมองรับรู้เป็นปกติทุกอย่าง ทำให้ยากที่จะคาดเดาว่าผู้ป่วยต้องการจะสื่อสารอะไรออกมา

:ประสบการณ์ตอบโจทย์ชีวิต

ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิเทค โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า โจทย์ที่ได้จากเพื่อนนับว่าเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะพิสูจน์ว่า ประสบการณ์การทำธุรกิจด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ สร้างสรรค์แอพพลิเคชัน และดูแลระบบไอทีให้กับหน่วยงานราชการต่างๆ มากว่า 5 ปีสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่เพื่อนต้องการได้หรือไม่

หลังจากได้โจทย์เขาใช้เวลาศึกษาข้อมูลงานวิจัยและนวัตกรรมในต่างประเทศอยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งสะดุดตากับเทคโนโลยีการติดตามดวงตา (Eye Tracking System) ของต่างประเทศ และเกิดไอเดียที่จะนำโนว์ฮาวที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีของคนไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ดูแล หรือแพทย์ได้

หลังได้แผนคร่าวๆ ปิยะศักดิ์ นำโจทย์ไปปรึกษาสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสนช. เพื่อขอทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ช่วยสื่อสารทางสายตาเครื่องต้นแบบขึ้น โดยใช้เวลาพัฒนาตั้งแต่ปี 2554 กระทั่งแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา และส่งต่อให้แพทย์นำไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานก่อนนำกลับมาปรับแก้ให้สอดรับกับการใช้งานจริงมากที่สุด

อุปกรณ์ที่เขาพัฒนาได้ถูกนำไปทดสอบประสิทธิภาพโดยแพทย์จากสถาบันประสาทวิทยา กับกลุ่มคนไข้อาสาสมัครที่เป็นอัมพาตจำนวน 10 ราย ภายใต้การรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมทางการแพทย์ ของกรมการแพทย์ ซึ่งผลที่ได้พบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนไข้ได้ดี

เขาเล่าถึงปัญหาที่พบเมื่อได้คลุกคลีกับแพทย์ที่ดูแลคนไข้กลุ่มที่ไม่สามารถสื่อสารกับแพทย์ได้ว่า ที่ผ่านมาการดูแลผู้ป่วยอัมพาตซึ่งมีอยู่กว่า 7.5 แสนคนในประเทศไทย แพทย์หรือผู้ดูแลจะต้องใช้บัตรคำเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร เช่น บัตรที่บอกถึงความต้องการเข้าห้องน้ำ อยากดูทีวี อยากกิน อยากฟังเพลง อยากพักผ่อน เป็นต้น ซึ่งกว่าจะเข้าใจกันก็ใช้เวลานานพอดู

สถานพยาบาลทุกแห่งไม่ได้มีบัตรคำไว้รองรับคนไข้เสมอไป ส่วนสถานพยาบาลที่มีบัตรคำก็ต้องมีคำที่หลากหลายเพื่อให้คนไข้ได้มีโอกาสที่จะสื่อสารกับผู้ดูแลได้เข้าใจที่สุด โดยคนไข้จะตอบโต้ด้วยการพยักหน้า กระพริบตา หรือการใช้ปากพยายามที่จะพูดบอก ซึ่งผู้ดูแลและแพทย์ต้องใช้เวลาอยู่กับคนไข้คนหนึ่งเป็นเวลานานกว่าจะสื่อสารกันเข้าใจแต่ละเรื่อง

:คุณค่าทวีคูณ

เมื่อพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารเซนส์เสร็จ ปิยะศักดิ์ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่แค่พ่อเพื่อนแล้วที่จะได้ประโยชน์จากนวัตกรรมดังกล่าว แต่คนไข้ที่เป็นอัมพาตกว่า 7 แสนคนในประเทศก็มีโอกาสที่จะใช้อุปกรณ์นี้ได้ด้วย

“จุดเด่นของเซนส์ อยู่ที่เป็นซอฟต์แวร์ภาษาไทย สามารถพิมพ์คำภาษาไทย หรือจะเพิ่มภาษาอื่นเข้าไปก็ยังได้ อีกทั้งใช้งานได้ไร้ขีดจำกัดด้วยการตรวจจับตาข้างเดียว ผู้ป่วยที่มีตาบอดข้างเดียว ผู้ป่วยที่ตาเอียง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีอาการต้อ สายตาสั้น สายตาเอียง รวมถึงคนที่สวมแว่นตาก็สามารถใช้งานได้ รวมถึงมีเมนูฉุกเฉินที่สามารถส่งไปยังแพทย์หรือญาติให้ช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้”ผู้วิจัย กล่าว

ความแม่นยำในการใช้งานสูง เพราะใช้กล้องเป็นตัวจับดวงตา ไม่มีผลข้างเคียงเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ และกระพริบตาเพียงครั้งเดียวในการเลือกเมนู หรือสองครั้งในการเลือกคำที่ต้องการจะพิมพ์ออกมาซึ่งมีทั้งภาพและคำพร้อมเสียงสื่อสารให้ผู้ดูแลเข้าใจ เหมาะกับคนไทยโดยตรง รวมถึงมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์นำเข้า 40%

“อุปกรณ์ลักษณะนี้ยังไม่เคยมีในไทยมาก่อน ทำให้โอกาสทางการตลาดมีสูงและไร้คู่แข่ง อีกทั้งยังมีกลุ่มคนไข้ที่ต้องการเทคโนโลยีดังกล่าวมารองรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้สูงอายุที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งสามารถใช้งานเครื่องเซนส์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด”ปิยะศักดิ์ กล่าว

เมื่อเทียบกับของนำเข้า ปิยะศักดิ์อธิบายว่า เทคโนโลยีของเขาจะใช้อินฟาเรดเซนเซอร์ในการตรวจจับการกระพริบของดวงตา ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีสายตาปกติทั้งสองข้าง เพราะการเลือกคำต้องใช้การกระพริบตาทั้งสองข้างพร้อมกันของคนไข้เป็นการยืนยัน อีกทั้งรองรับการสื่อสารเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น

หากผู้ป่วยนอนคอเอียง สายตาเอียง หรือสายตาของผู้สูงอายุ จะทำให้การเลือกคำมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ และเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานยังส่งผลให้ดวงตาล้าจากการจ้องกับอินฟราเรดเซนเซอร์โดยตรงอีกด้วย

นอกจากนี้การซ่อมบำรุงก็ยุ่งยาก เพราะแผงเซนเซอร์ใช้หลอดไฟแอลอีดีจำนวนมาก ถ้าดวงใดดวงหนึ่งขาดไปจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งผู้ป่วยหรือญาติจะไม่มีวันรู้เลยว่าอุปกรณ์มีปัญหา จนกว่าเครื่องจะใช้งานไม่ได้แบบถาวร

แผนหลังจากนี้จะทำประชาสัมพันธ์ในกลุ่มแพทย์ เพื่อให้เกิดการนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าเครื่องต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา โดย2 ปีแรกจะทำตลาดในประเทศก่อนขยายไปต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งมีความก้าวหน้าทางการแพทย์และความพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ได้

ปัจจุบันบริษัทมีโครงการซีเอสอา โดยการสนับสนุนจากสนช.และเอไอเอส ในการผลิตอุปกรณ์เซนส์ 30 ชุดมอบให้โรงพยาบาล 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ศูนย์สิรินธร สถาบันประสาทวิทยา รพ.ทหารผ่านศึก รพ.มหาราช เชียงใหม่ รพ.ขอนแก่น และรพ.หาดใหญ่

นวัตกรรมดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศ ไอซีที อวอร์ด ไทยแลนด์ โดยได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยให้ไปแข่งขันที่ฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อชิงรางวัลระดับเอเชียแปซิฟิก และรางวัลโครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ จากวุฒิสภา