นักวิชาการชี้กทค.เลือกฟ้องเป็นการข่มขู่-คุกคามสกัดกั้นเสรีภาพการรับรู้ประโยชน์ประชาชน ย้อนถาม 10 ข้อเร่งแจงไขข้อสงสัย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกับ TDRI และไทยพีบีเอส ร่วมแถลงข่าว"กรณี กทค. ฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการ และสื่อมวลชน" โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ประกอบด้วย พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ นายสุทธิพล ทวีชัยการ พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และสำนักงาน กสทช. โดยมีนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และน.ส.ณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ในการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 MHz โดยกล่าวหาบุคคลทั้งสองได้ใส่ความโจทย์ทำให้เกิดความเสียหาย
น.ส.ณัฎฐา กล่าวชี้แจง จุดยืนในการนำเสนอเนื้อหารายการที่นี้ไทยพีบีเอสในช่วงดังกล่าวว่า เริ่มแรกเป็นการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายทั่วไปในเรื่องของการรายงานข่าวทั่วไป ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ และข่าวสังคม ต่อมาวันที่ 14 ส.ค. 56 ได้มีการนำเสนอการหมดอายุสัมปทานของคลื่นความถี่ 1800 เมกกะเฮิร์ท ในวันที่ 15 ก.ย. 56 โดยเป็นช่วงของการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ได้มีการอ้างอิงผลงานทางวิชาการของสถาบันอนาคตไทยถึงความเสียหายจะเกิดขึ้นเมื่อ กสทช. ตัดสินใจว่าจะต่ออายุสัมปทานไปอีก 1 ปี ทั้งที่หมดอายุไป โดยเป็นการถามความเห็นดร.เดือนเด่น ผู้เป็นผู้ร่วมรายการในช่วงดังกล่าว
ขณะที่ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า มองว่า การที่กสทช.ฟ้องในสิ่งที่ได้นำเสนอในรายการไปนั้นมีอยู่ 2 ประเด็น คือ 1.ถ้าทำตามข้อเสนอของอนุกรรมการจะสามารถประมูลทันแน่ๆ ที่สำคัญอนุกรรมการเสนออะไรต่อ กสทช.ทำไมไม่เปิดเผยต่อสาธารณะชน เพื่อให้เกิดความกระจ่างแล้วดำเนินตามนั้นหรือไม่ และ 2.กสทช.กล่าวหาว่า ตนไปกล่าวว่า กสทช. ทำให้เสียหาย 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่เคยบอกว่า ความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศไทยมีมูลค่าเช่นนั้น ได้แต่กล่าวอ้างถึงรายงานของสถาบันวิจัยอนาคตที่ระบุชัดเป็นของ 3 จีที่เป็นการเปรียบเทียบ และอีกกรณีของอังกฤษที่เปรียบเทียบว่าความเสียหายประมาณ 5-7 เท่าของมูลค่าคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นการประเมินการประมูลคลื่นความถี่ของ 4 จี โดยการเอาระบบ 3 จีมาอ้างอิงว่ามันไม่น่าจะต่ำกว่านั้น ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบวัตถุประสงค์ต้องการให้ กสทช.มาชี้แจงต่อสาธารณะชนว่า ได้คำนึงถึงต้นทุนหรือไม่ เพียงแค่นี้ แต่กลับมาฟ้องแทน
ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เรื่องการนำเสนอของดร.เดือนเด่น เห็นว่า เป็นประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่เหมือนในคำฟ้องที่ได้เขียนว่า เป็นการใส่ความเท็จ เป็นการทำหน้าที่สร้างความเสียหายต่อบุคคล ซึ่งการเสนอความเห็นก็มีที่มาที่ไปเป็นลักษณะทางวิชาการ โดยได้มีการบอกวิธีการคิด วิธีการเสนอ ขณะที่ กสทช.เป็นองค์กรของรัฐที่ต้องทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ ดังนั้นการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณะย่อมเป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตที่ไม่สามารถไปบังคับให้ใครมาเชื่อหรือต้องมาสอดคล้องกับเราได้ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้ไปตัดสินใคร แต่เป็นการตั้งคำถามไปกับหน่วยงานที่ทำประโยชน์ต่อสาธารณะของนักวิชาการที่ต้องพึงกระทำเพื่อประโยชน์
"สาธารณะชนจะเลือกเชื่อฝ่ายใด ย่อมเป็นดุลยพินิจของประชาชนที่ถือเป็นปกติอยู่แล้ว นอกจากนี้การโต้แย้งของนักวิชาการรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ต้องทำได้อย่างเสมอภาคกันบนพื้นฐานเดียวกัน ที่สำคัญต้องไม่มีการข่มขู่กัน ไม่ว่ามาตรการใดๆหรือการฟ้องร้องกันในทางกฎหมาย ตรงนี้คิดว่า ไม่ใช่วัฒนธรรมทางวิชาการ เมื่อนักวิชาการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะแล้วก็ย่อมพร้อมที่จะถูกตรวจสอบทางวิชาการเช่นกันโดยการตั้งเวทีสาธารณะขึ้นมา เช่น ผมกับอาจารย์วรเจต ภาคีรัฐ เคยไปโต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผลบนเวทีสาธารณะจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีการอาฆาตมาดร้ายกัน ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ดังนั้นเรื่องนี้มีทางออก หาก กสทช. เห็นว่านักวิชาการแสดงความคิดเห็นไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน ก็มีหน้าที่ไปให้ข้อมูลข่าวสารหักล้างกันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงให้ถูกต้องหรือจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาร่วมกันซัดกันในเวทีอภิปรายทั่วไป หรือออกทีวีนั้นเป็นวิธีที่ทำได้อย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้โต้แย้งของประชาชนที่ไม่มีการข่มขู่คุกคามใดๆจึงถือเป็นวิธีที่เหมาะสม"ประธานสถาบัน ทีดีอาร์ไอ กล่าว
ประธานสถาบัน ทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันตัวเลขที่ ดร.เดือนเด่น นำเสนออยู่บนสมมติฐานที่แจงต่อสาธารณะให้ทราบกัน ดังนั้นคิดว่า กสทช.น่าจะพึงรับฟัง อย่างไรก็ตามตนมีคำถาม 10 ข้อขอฝากไปยัง กทค.และกสทช.ได้ช่วยตอบคำถามต่อไปนี้ต่อสาธารณะชนด้วย 1. กทค.ทราบหรือไม่สัมปทานของทรูมูฟจะหมดอายุในวันที่ 15 ก.ย.นี้ 2.ทราบหรือไม่เมื่อสัมปทานหมดอายุแล้วกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ได้กำหนดให้ต้องเอาคลื่นความถี่นั้น มาประมูลไม่สามารถไปจัดสรรได้ด้วยวิธีอื่นในกรณีคลื่นที่ใช้ในโทรคมนาคม ซึ่งถ้าไปดูเอกสารของ กสทช.หรือ กทค.เกี่ยวกับแผนแม่บทได้ระบุไว้อย่างชัดเจน 3.จริงหรือไม่แผนแม่บทที่ระบุไว้ต้องเอาคลื่นความถี่กลับสู่ กสทช.ที่ กทค.จัดเป็นเอกสารแผนแม่บทเอาไว้เอง 4.จริงหรือไม่อนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงาน กสทช.เคยมีความเห็นในกรณีคล้ายกันว่า คลื่นความถี่เมื่อหมดสัมปทานไม่สามารถขยายต่อเวลาได้ ต้องเอาไปจัดสรรคลื่นด้วยการประมูล แล้วเป็นความเห็นที่สอดคล้องนักกฎหมายคนอื่นๆใช่หรือไม่ 5.ในการที่ กทค.ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และแผนแม่บทบริหารจัดสรรคลื่นความถี่ โดยออกมาตรการเยียวยา โดยที่นักกฎหมายอื่นให้ความเห็นว่า น่าจะขัดกฎหมายที่มีอยู่ โดย กทค.ไม่เคยปรึกษาหน่วยงานภายนอกเช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ แล้วคิดเอาเองการดำเนินการดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย
6. กทค.ได้แจ้งเรื่องให้ผู้ใช้บริการทราบหรือไม่ ว่าสัมปทานของทรูมูฟจะหมดอายุลงในเดือนกันยายน 56 นี้ 7.กทค.ได้ห้ามผู้ประกอบการตามสัมปทานให้จำหน่ายบริการแพ็กเก็จต่างๆที่เกินกว่าอายุสัมปทานหรือไม่ 8.กทค.ได้ปรับปรุงการโอนย้ายสัมปทานโครงข่ายหนึ่งไปสู่โครงข่ายอื่นเพื่อให้เกิดการโอนย้ายได้สะดวกมากขึ้นเป็นแสนเป็นล้านคนต่อวัน หากได้ดำเนินการมาตรการเยี่ยวยาย่อมไม่มีความจำเป็น 9.กทค.ได้ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาออกแบบตีราคาประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกกะเฮิร์ทภายในปี 2555 หรือไม่กระทั่งมาถึงช่วงนี้ และ 10.กทค.ในเวลาที่มีอยู่กว่า 420 วัน นับตั้งแต่ประกาศแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ในเดือนเมษายน 2555 จนกระทั่งออกประกาศเยียวยาคลื่น 1800 เมกกะเฮิร์ทเป็นเวลา 420 วัน หากทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เวลาดังกล่าวเพียงพอหรือไม่





