นักวิจัยจากม.แม่โจ้- มอ. พัฒนาน้ำยางธรรมชาติปราศจากโปรตีนภูมิแพ้ หวังต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องมือทางการแพทย์ราคาสูง
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
นักวิจัยจากม.แม่โจ้- มอ. พัฒนาน้ำยางธรรมชาติปราศจากโปรตีนภูมิแพ้ หวังต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องมือทางการแพทย์ราคาสูง หนึ่งในงานวิจัยพุ่งเป้าเพิ่มมูลค่ายางพาราไทย
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวภายในการประชุมวิชาการยางพาราแห่งชาติ ครั้งที่ 5 จัดขึ้นภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2556” ว่า ปัญหายางพารามีมาก แม้ไทยจะเป็นประเทศที่มีผลิตยางมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่กลับพบว่า การส่งออกยางแปรรูป ที่มีอัตราส่วน 14% ของยางที่ส่งออกทั้งหมดมีมูลค่ากว่า 2.6 แสนล้านบาท ในขณะที่ 86% ที่เหลือเป็นน้ำยางดิบที่ไทยส่งออก มีมูลค่า 2.7 ล้านบาท ถือว่า น้อยมากเมื่อเทียบกับยางแปรรูป
“ดังนั้น ไทยเราจำเป็นต้องเพิ่มการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ในขณะเดียวกัน ถ้าทำได้ก็จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการยางพาราและเศรษฐกิจของไทย” ผู้อำนวยการ สกว. ย้ำ
:: น้ำยางปราศจากภูมิแพ้
ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน อาจารย์จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้กล่าวว่า ยางพารามีองค์ประกอบที่ไม่ใช่เนื้อยางอยู่ด้วย นั่นคือ โปรตีนที่มีมากกว่า 200 ชนิดทั้งในเนื้อยางและซีรั่ม ถือเป็น 2% ของน้ำหนักยางพารา
“โปรตีน 200 กว่าชนิดนั้น มีการวิจัยและทดสอบพบว่า มี 13 ชนิดที่เป็นโปรตีนก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะส่งผลต่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ต่าง ๆ จึงเกิดความคิดที่จะแยกโปรตีนออกจากน้ำยาง” ดร.ไพโรจน์กล่าว
นักเทคโนโลยีชีวภาพตั้งโจทย์ในการคัดเลือกโปรติเอสมาช่วยย่อยโปรตีนในน้ำยางสด โดยทดสอบกับโปรติเอสหลากหลายที่มา ก่อนจะพบว่า โปรติเอสจากเชื้อ Bacillus sp. มีความเหมาะสมในการย่อยโปรตีน จึงนำมาทำเป็นเอนไซม์โปรติเอสผง นำไปใส่ในน้ำยางสด
เมื่อทดสอบการย่อยในโปรตีนภูมิแพ้ 4 ประเภทคือ Hev b 1, Hev b 3, Hev b 5 และ Hev b 6.02 พบว่า โปรติเอสจากเชื้อ Bacillus sp. สามารถกำจัดโปรตีนภูมิแพ้ได้ 3 ชนิดคือ Hev b 1, Hev b 3 และ Hev b 5 และกำลังศึกษาการหลงเหลือของโปรตีนชนิดอื่นด้วยเทคนิค 2D gel electrophoresis ต่อไป
“น้ำยางที่ปราศจากโปรตีนภูมิแพ้จะสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไทยเรายังต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูง ซึ่งเมื่อเราสามารถผลิตวัตถุดิบที่นำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ ก็จะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากยางพารา เพิ่มมูลค่าและลดการนำเข้า” นักวิจัยสรุป
น้ำยางธรรมชาติปราศจากโปรตีนภูมิแพ้ เป็นหนึ่งในงานวิจัยในโครงการทุนวิจัยยางพาราแบบพุ่งเป้าตามความต้องการของประเทศภายใต้การดำเนินงานของโครงการวิจัยแห่งชาติ: ยางพารา ฝ่ายอุตสาหกรรม สกว.
:: เพิ่มมูลค่า – ลดกังวลราคายาง
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยเพิ่มมูลค่ายางพาราจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย ผศ.ดร.ภก.วิวัฒน์ พิชญากร จากภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ที่วิจัยเพิ่มมูลค่าน้ำยางเป็นผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม
ยางพารามีคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีทั้งความยืดหยุ่น การสะสมความร้อนต่ำ การยึดเกาะดี เตรียมเป็นฟิล์มได้ง่าย ไม่ยอมให้ของเหลวและก๊าซผ่านได้ง่าย เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความบางแต่แข็งแรง
“ปัจจุบัน ยังไม่มีใครนำยางพาราไปประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมอย่างจริงจัง จึงนำไปวิจัยแก้ปัญหาความเสี่ยงแพ้โปรตีนจากยางพาราก่อน โดยใช้เอนไซม์อัลคาเลส สารเพิ่มความคงสภาพ และสารกันเสียชนิดอื่น ทำให้ลดโปรตีนในน้ำยางได้เกือบ 90%” นักวิจัยอธิบาย
ผลการทดสอบการระคายเคืองในกระต่ายพบผื่นแดงในชั่วโมงแรกและหายไปใน 24 ชม. และไม่มีความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก ผศ.ดร.ภก.วิวัฒน์จึงต่อยอดประยุกต์เป็นมาสค์พอกหน้าแบบเพสต์, แผ่นขจัดสิวเสี้ยน, หมากฝรั่งนิโคติน, ฟิล์มโพลีเมอร์นิโคติน, แผ่นแปะผิวหนังนิโคตินแบบเมทริกซ์และระบบกักเก็บยา ซึ่งพร้อมจะต่อยอดเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา
ด้านนายประยงค์ หิรัญญะวณิชย์ ประธานคณะกรรมการคลัสเตอร์ยางและไม้ยางพารา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่า ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกยางพารา 18 ล้านไร่ใน 42 จังหวัด และยางพารามีมูลค่าการส่งออก 772000 ล้านบาท ที่เป็นวัตถุดิบ 86% สินค้าแปรรูป 14% แต่มูลค่าใกล้เคียงกัน
เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประธานคณะกรรมการคลัสเตอร์ยางและไม้ยางพารา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยชี้ว่า จำเป็นจะต้องส่งเสริมในเรื่องของการแปรรูปยางพาราในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น โดยวิสัยทัศน์ปี 2020 ยังคงเป้าเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก และเพิ่มอัตราส่วนการส่งออกสินค้าแปรรูปเป็น 28% และเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 1 ล้านล้านบาท
ยางพาราแปรรูป 3 ผลิตภัณฑ์หลักคือ ถุงมือยาง, ยางล้อรถ และเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยาง นายประยงค์มองว่า ยางล้อรถเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเป็นไปได้ เพราะใช้น้ำยางมากถึง 60% ของน้ำหนักล้อรถ จึงเป็นกลุ่มที่ตั้งเป้าจะผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมเด่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแปรรูปยางพาราไทย
"ไทยมีแหล่งวัตถุดิบคือ ยางพาราและอื่น ๆ อีก 75% สำหรับอุตสาหกรรมยางล้อรถ ชื่อเสียงของสินค้า Made in Thailand ก็เป็นที่ยอมรับมากกว่าจีนและอินโดนีเซีย ประเทศยักษ์ใหญ่ 5 แห่งก็ใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก ทำให้เรามีจุดแข็งสำหรับการผลักดันการพัฒนาด้านยางล้อรถ” นายประยงค์กล่าว
เขาคาดหวังที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมยางล้อรถเป็นตัวนำร่องสำหรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราแปรรูป เพื่อเป็นโมเดลสำหรับการดึงสินค้าอื่น ๆ ในกลุ่มการแปรรูปยางพาราให้ไปได้ไกลและสร้างมูลค่ากลับสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น





