กลุ่มสามารถฯรับบรรลุข้อตกลงทีโอทีทำ "เอ็มวีเอ็นโอ" ทีโอทีผ่านไอ-โมบายรับรายได้ต่อปี 54% ยาว12 ปี คาดตลอดอายุสัญญากินรายได้มากเกิน5หมื่นล้าน
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า หลังลงนามในสัญญาร่วมกับบมจ.ทีโอทีอย่างเป็นทางการช่วงเดือนส.ค.นี้ ในบริการทำตลาดบนโครงข่ายเสมือน (เอ็มวีเอ็นโอ) บริษัทจะเร่งทำตลาด 3จี ให้มากขึ้น ทั้งขายเครื่องสมาร์ทโฟน หรือแทบเล็ตพ่วงกับซิม 3จีไอ-โมบายเอ็กซ์ ตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าใหม่เดือนละ 1 แสนราย โดยสิ้นปีต้องมีลูกค้าในระบบรวม 6 แสนรายจากปัจจุบันมียอดผู้ใช้งาน 2 แสนราย
ส่วนรายละเอียดสัญญาเอ็มวีเอ็นโอที่ทำร่วมกับทีโอทีนั้น มีทั้งการันตีรายได้ขั้นต่ำให้ทีโอทีช่วง 2-3 ปีแรก จากนั้นจะตกลงรายได้แบบขั้นบันได หรือแล้วแต่เงื่อนไขตกลงร่วมกัน เบื้องต้นรายได้ที่ได้รับจะเป็นของสามารถฯ 54% ทีโอที 46% อายุสัญญา 12 ปี ตามใบอนุญาตผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอจากกสทช.คาดว่าตลอดอายุสัญญาจะมีรายได้เกินกว่า 50,000 ล้านบาท
สำหรับ 3จี เฟส 2 คาดได้ข้อสรุปไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ ว่า ทีโอทีจะให้มีสถานีฐานให้บริการจำนวนกี่แห่ง เบื้องต้นคาดไว้ที่ 7,000 ไซต์ คิดเป็นจำนวนเงินราว 20,000 ล้านบาท โดยสามารถฯมั่นใจจะเป็นผู้ชนะประกวดราคาแน่นอน โดยเฟส 2 นี้ บริษัทจะเป็นผู้จัดหาเสา โครงข่ายเอง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าเหมือนปัจจุบันที่เฟส 1 จำนวนสถานีฐาน 5,320 แห่งล่าช้าไปกว่า 2 ปี
ขณะที่ ผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีรายได้รวม 5,588 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 357 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งรวมครึ่งปีแรกมีรายได้แล้ว 10,842 ล้านบาท สำหรับทั้งปียังเชื่อว่ารายได้รวมจะทำได้ถึง 30,000 ล้านบาท หากได้งานประมูลโครงการ 3จีทีโอทีเฟส 2 ช่วงครึ่งหลังของปีนี้
กลุ่มธุรกิจโมบาย มัลติ-มีเดีย ของสามารถไอโมบาย จะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ตระกูล ไอคิวโดยคาดมียอดขายทะลุ 4 ล้านเครื่อง จากครึ่งแรกมียอดขายรวมแล้วกว่า 2 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟนกว่า 765,000 เครื่อง
"บริษัทได้เซ็นสัญญาธุรกิจไอซีที โซลูชั่น จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท และจะเข้าร่วมประมูลงานอื่นๆ อีก 4,000 ล้านบาท ทำให้มีงานในไตรมาสที่ 3 ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และยังมีแผนเข้าร่วมประมูลงานอื่นๆ รวมกว่า 30,000 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4 ปัจจุบันมีมูลค่างานที่รอการรับรู้รายได้กว่า 8,000 ล้านบาท"
สำหรับแผนธุรกิจการประมูลดิจิทัล ทีวี บริษัทวางแผนจะขอใบอนุญาตโครงข่าย (Mux) จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เนื่องจากมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือเสาและอุปกรณ์ส่งสัญญาณอยู่แล้ว โดยปลายปีนี้จะผลิตกล่องรับสัญญาณเพื่อการรับชม (เซ็ท ท็อป บ็อกซ์) และเสารับสัญญาณ โดยจะขายราคากล่องละไม่เกิน 1,000 บาท บริษัทคาดว่า จะมีส่วนแบ่งในตลาด 20% หรือ 4-5 ล้านเครื่อง ภายใน 3 ปีจากนี้ ส่วนในปีแรกจะมียอดขายกล่องประมาณหลักแสนเครื่องเท่านั้น





