กรีนไฟเบอร์แจ้งเกิด

กรีนไฟเบอร์แจ้งเกิด

ทั้งไนล่อนและเส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้ายกำลังถูกท้าทายจาก "เส้นใยพลาสติกชีวภาพ" กับคุณสมบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา / รายงาน

ทั้งไนล่อนและเส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้ายกำลังถูกท้าทายจาก "เส้นใยพลาสติกชีวภาพ" กับคุณสมบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือย่อยสลายได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม น้ำหนักเบา เงางาม ให้ความรู้สึกสวมสบายเหมือนเส้นใยธรรมชาติแต่ทนทานเหมือนเส้นใยสังเคราะห์

ยกตัวอย่างผ้าอ้อมเด็กและผู้ใหญ่ตัดเย็บจากเส้นใยที่ย่อยสลายไม่ได้ และเมื่อใช้แล้วจะเก็บอุ้มความชื้น ฝังก็ไม่ย่อยสลาย เมื่อเผาก็ก่อมลพิษ แต่ในอนาคตหากใช้เส้นใยพลาสติกชีวภาพแทน จะสามารถกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ ส่วนตัวดูดความชื้นยังพัฒนาจากแป้งมันสำปะหลังทดแทนเจลดูดซับความชื้นที่ใช้ในปัจจุบัน

โจทย์ท้าทายนวัตกรรม

นฤมิตร น้าเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท นำรุ่ง เรย่อน จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันเส้นใยที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมสิ่งทอมี 2 ประเภท คือเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ประเภทโพลิเอสเตอร์ และไนลอน แต่กลุ่มที่น่าสนใจคือ เส้นใยประดิษฐ์ ที่แม้จะมีสัดส่วนน้อยมาก แต่กลับมีศักยภาพทางการตลาดสูง

อุตสาหกรรมสิ่งทอพยายามพัฒนาเส้นใยประดิษฐ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเส้นใยที่มีอยู่เดิม เช่น เส้นใยนาโนไฟเบอร์ เส้นใยที่มีส่วนผสมของเมล็ดกาแฟป้องกันแบคทีเรีย และเส้นใยผสมเปลือกแมคคาเดเมียให้ความอบอุ่น ในขณะที่เส้นใยจากพลาสติกชีวภาพเริ่มมีแนวโน้มความต้องการมากขึ้นในกลุ่ม “กรีน มาร์เก็ต”

เหตุผลดังกล่าวทำให้นำรุ่งเรย่อน ตัดสินใจเข้าร่วมในโครงการ Texio กระบวนการผลิตเส้นใยยาว และผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากเส้นใยชีวภาพ ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกชีวภาพและย่อยสลายได้เมื่อฝังกลบ โดยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โครงการนี้ใช้เงินลงทุนราว 5 ล้านบาท เพื่อทดลองประสิทธิภาพการผลิตเส้นใยยาว มีความแข็งแรง สวยงาม ทนต่อความร้อนจากการซักรีด โดยจะใช้เวลาในการวิจัยประมาณ 6 เดือนนับจากนี้ ในการทดสอบร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และผู้ผลิตเส้นใยต้นน้ำ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท นำรุ่ง เรย่อน จำกัด บริษัท เอเซียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามเส้นใยประดิษฐการทอ จำกัด และอีก 1 บริษัท จากอุตสาหกรรมการ์เม้นท์ ได้แก่ บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาช่วงต่อในขั้นตอนของการผลิตปลายน้ำ

“เนื่องจากเส้นใยชีวภาพจากเม็ดพลาสติก PLA มีจุดหลอมเหลวต่ำ สิ่งทอที่ได้จากเส้นใยนี้จึงไม่สามารถรีดด้วยความร้อนได้ แต่ข้อดีของเส้นใยนี้คือมีน้ำหนักเบา เงางาม ให้ความรู้สึกสวมสบายเหมือนเส้นใยธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงเส้นใยโพลีเอสเตอร์” วันทนีย์ จองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าว

การส่งเสริมเส้นใยชีวภาพ ยังมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เส้นใยจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งอนาคตเมื่อน้ำมันแพงขึ้น เส้นใยโพลีเอสเตอร์จะแพงขึ้นด้วย ปัจจุบันเส้นใยชีวภาพมีราคาแพงกว่าเส้นใยโพลีเอสเตอร์ 3 เท่า แต่เมื่อนำไปปั่นผสมกับเส้นใยฝ้ายและไหมแล้วไม่มีปัญหาเรื่องต้นทุน เนื่องจากลูกค้าที่มีกำลังซื้อผ้าฝ้ายและไหมเป็นกลุ่มลูกค้าตลาดบน โดยตลาดใหญ่อยู่ในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใส่ใจในการเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โอกาสของอุตสาหกรรม

สุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องหันมาใส่ใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เน้นที่การออกแบบ สร้างนวัตกรรม และไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จากแนวโน้มของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นพัฒนาเส้นใยจากพลาสติกชีวภาพ โดยเชื่อว่าจะมาทดแทนเส้นใยจากปิโตรเลียม เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นที่สามารถย่อยสลายได้ ขณะเดียวกันไทยมีศักยภาพด้านการผลิตเส้นใย โรงงานผลิต รวมถึงวัตถุดิบต้นน้ำอย่างแป้งมันสัมปะหลัง ซึ่งนวัตกรรมสามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็น 10 เท่า

"ในอนาคตเส้นจากพลาสติกชีวภาพจะเป็นทางเลือกเพื่อเสริมศักยภาพ "อีโคดีไซน์" ซึ่งปัจจุบันเส้นใยดังกล่าวเริ่มมีการผลิตและใช้งานในอุตสาหกรรมสิ่งทอเทคนิค ประเภทก่อสร้าง ยานยนต์และการแพทย์ แต่สิ่งที่สถาบันตั้งเป้า คือการนำเส้นใยพลาสติกชีวภาพมาใช้กับเสื้อผ้า เคหะสิ่งทอหรือโฮมเท็กซ์ไทล์" สุทธินีย์ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น