ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? แผนขยายอิทธิพลจักรวรรดิยุคใหม่ เพื่อล่าขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก ที่อาจกลายเป็นรอยร้าวระหว่างสหรัฐและชาติตะวันตก สู่จุดจบ NATO

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ถูกจับตามองว่ากำลังเดินหน้าขยายอิทธิพลของสหรัฐในรูปแบบ "จักรวรรดิยุคใหม่" แห่งศตวรรษที่ 21 โดยเป้าหมายถัดไปคือการมองหาประเทศหรือดินแดนใหม่ๆ เข้ามาผนวกเพิ่ม หลังจากที่เขาสามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการใน “เวเนซุเอลา” ได้สำเร็จ

ทรัมป์รุกคืบแผนยึด 'กรีนแลนด์'

กรีนแลนด์”  อาจเป็นแผนการต่อไป ซึ่งในสมัยแรกที่เขาดำรงตำแหน่ง แผนการนี้ถูกคนทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงเรื่องตลก  แต่ผลงานการจัดการเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้น ทำให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าเพ้อฝันอย่างการครอบครองกรีนแลนด์ กลับกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ทรัมป์อาจทำจริงเพื่อสร้างเครือข่ายอำนาจใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ว่าเป็นเพียงคำโวอีกต่อไป

ทรัมป์ย้ำว่า "กรีนแลนด์มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมหาศาล ตอนนี้พื้นที่นี้เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของเรือรบจากรัสเซียและจีน สหรัฐจึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมเพื่อความมั่นคงของชาติ"

ท่าทีที่ดุดันนี้ทำให้ “เดนมาร์ก” ต้องออกมาเตือนอย่างรุนแรงว่า หากสหรัฐคิดจะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง นั่นจะเป็นจุดจบของกลุ่มพันธมิตรนาโต้ (NATO) ทันที

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่มีทีท่าว่าจะถอย ตรงกันข้ามทำเนียบขาวกลับยิ่งสาดโคลนใส่ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา "ทุกทางเลือก" เพื่อผนวกดินแดนนี้เข้ากับสหรัฐและย้ำชัดเจนว่า "การใช้กำลังทหาร" ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่วางอยู่บนโต๊ะเสมอ

สตีเฟน มิลเลอร์ที่ปรึกษาคนสำคัญของทรัมป์เพิ่งเปิดเผยกับ CNN ว่า สหรัฐจะไม่เดินตามกฎเกณฑ์เดิมของโลก แต่จะขับเคลื่อนด้วย "ความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ" เท่านั้น

อย่างไรก็ดี การที่ทรัมป์อ้างยือนะเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติต่อสาธารณชน เพื่อความชอบธรรมในการยึดครองกรีนแลนด์กลับถูกมองว่าฟังไม่ขึ้นและขาดน้ำหนัก

“จุดบอด” สำคัญในข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของทรัมป์คือ ในความเป็นจริงไม่มีอะไรขัดขวางไม่ให้สหรัฐเสริมกำลังทหารในกรีนแลนด์ได้เลยเพราะมีสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันกับเดนมาร์ก มาตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งระบุชัดเจนว่าสหรัฐมีสิทธิ ตั้งฐานทัพและสถานีเรดาร์ รวมทั้งสหรัฐมีสิทธิในการนำเครื่องบินลงจอด จอดเรือรบ สร้างท่าเรือ และเคลื่อนกำลังทหารในพื้นที่กรีนแลนด์ได้อย่างอิสระภายใต้กรอบความร่วมมือ NATO

‘อัญมณีทางยุทธศาสตร์’ หัวใจสำคัญแห่งแอตแลนติก

สิ่งที่ทรัมป์มองเห็น กรีนแลนด์ คือดินแดนที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างมหาศาล และทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็น “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญกลางมหาสมุทรแอตแลนติกมาตั้งแต่อดีต 

กรีนแลนด์ ยังตั้งอยู่บนช่องแคบที่เรียกว่า GIUK Gap ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรที่เชื่อมต่ออาร์กติกกับมหาสมุทรแอตแลนติก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กรีนแลนด์มีจุดยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันในนาม "ช่องแคบอากาศกรีนแลนด์" (Greenland Air Gap) พื้นที่อันตรายที่ฝูงบินรบจากบนบกบินไปไม่ถึง ทำให้เรือดำน้ำของนาซีเยอรมันใช้จุดบอดนี้เป็นแหล่งดักซุ่มโจมตีขบวนเรือสินค้าของฝ่ายสัมพันธมิตรจนสร้างความเสียหายอย่างหนัก

แม้ว่าตอนนี้จะผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วกว่า 80 ปี  แต่หากเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นในอนาคต ทั้งจีน รัสเซียหรือสหรัฐต่างก็ก็รู้ดีว่า ใครที่คุมกรีนแลนด์ได้ ย่อมกุมความได้เปรียบมหาศาลในระดับโลก 

นักวิเคราะห์ระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐในฐานะปราการด่านหน้าสำหรับการตั้งฐานทัพและติดตั้งระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ โดยเฉพาะเพื่อรองรับนโยบายเรือธงของรัฐบาลทรัมป์ที่ชื่อว่า "โกลเดนโดม" (Golden Dome

โกลเดนโดม เป็นอภิมหาโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่ผ่านมา ซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็น "โล่ป้องกันภัย" ที่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทุกรูปแบบก่อนจะถึงแผ่นดินสหรัฐ  ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับระบบ "ไอรอนโดม" ของอิสราเอลที่ใช้สกัดจรวดได้เกือบ 100%

Rare Earth ขุมทรัพย์ใต้ผืนน้ำแข็ง 

นอกจากประเด็นทางทหารแล้ว "กรีนแลนด์" ยังเปรียบเสมือนธนาคารทรัพยากรของโลก เพราะอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลนอกชายฝั่งที่ยังไม่มีการขุดเจาะ 

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนที่ทำให้ทุ่งน้ำแข็งทูนดราละลาย ยังช่วยเปิดทางให้เข้าถึง "แร่ธาตุหายาก" ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแร่เหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีสมัยใหม่และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง

ดังนั้น หากความต้องการที่แท้จริงของทรัมป์คือแร่ธาตุเหล่านี้ ข้ออ้างเรื่องการเข้ายึดครองเพื่อความมั่นคงก็ยิ่งดูมีน้ำหนักน้อยลงไปอีก เนื่องจากทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและทางการกรีนแลนด์ต่างเคยแสดงท่าทีชัดเจนว่า พวกเขา "ยินดีทำข้อตกลงความร่วมมือ" เพื่อทำธุรกิจสกัดแร่ร่วมกับสหรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องมีการโอนย้ายอำนาจอธิปไตยหรือการใช้กำลังทหารกดดันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าทรัมป์ต้องการ "แบ่งปัน" ผลประโยชน์ร่วมกับใคร ท่าทีของทรัมป์เริ่มคล้ายคลึงกับประธานาธิบดีสหรัฐในศตวรรษที่ 19 ที่กระหายการยึดครองดินแดนใหม่ ใช้ภาษีศุลกากรเป็นอาวุธ และใฝ่ฝันจะสร้างจักรวรรดิให้ยิ่งใหญ่ทัดเทียมยุโรป

ปัจจุบันฐานทัพสหรัฐในกรีนแลนด์ยังคงชักธงชาติเดนมาร์กเคียงคู่กับธงชาติอเมริกา แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์ต้องการ

แนวคิดของรัฐบาลชุดนี้เห็นได้ชัดจากโพสต์โซเชียลมีเดียของ เคที มิลเลอร์ ซึ่งเป็นภรรยาของสตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญที่เผยแพร่ภาพเกาะกรีนแลนด์ทั้งเกาะถูกอาบด้วยสีแดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีธงชาติสหรัฐสะท้อนถึงความต้องการครอบครองดินแดนแห่งนี้อย่างเบ็ดเสร็จ

เส้นทางขนส่งใหม่

น้ำแข็งที่ละลายรอบกรีนแลนด์ได้สร้างโอกาสในการใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลตอนเหนือมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรือขนส่งสามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้หลายล้านดอลลาร์ หากใช้เส้นทางขนส่งที่สั้นลงระหว่างยุโรปและเอเชีย จากเดิมทีสามารถสัญจรได้แค่ช่วงที่อากาศอบอุ่นเท่านั้น

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

อนึ่ง เรือพาณิชย์รัสเซียที่ได้รับความช่วยเหลือจากเรือตัดน้ำแข็ง แล่นผ่านเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกในฤดูหนาวเดือนก.พ.ปี 2564

‘ทรัมป์’ พยายามสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง

ความพยายามของทรัมป์ในการเข้าควบคุมซีกโลกตะวันตกอย่างเบ็ดเสร็จนั้น สอดคล้องกับความลุ่มหลงในการสร้าง "มรดกที่จับต้องได้" ให้กับตนเอง ทั้งโครงการขยายทำเนียบขาว หรือความต้องการจารึกชื่อในสถานที่สำคัญระดับชาติอย่างศูนย์เคนเนดี

ที่ผ่านมา ทรัมป์ต้องการให้ชื่อของเขาถูกจดจำเคียงข้างรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เช่น โธมัส เจฟเฟอร์สัน ที่ซื้อดินแดนลุยเซียนาจนทำให้ขนาดของสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว 

หรือ วิลเลียม แมคคินลีย์ ผู้ผนวกฮาวายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา แต่ทรัมป์อาจหวังไปไกลกว่านั้น ด้วยการเปลี่ยนชื่อดินแดนน้ำแข็งแห่งใหม่อย่างกรีนแลนด์ ให้เป็นชื่อของตัวเอง เพื่อประกาศชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าใครในประวัติศาสตร์

เมื่อ ‘มิตร’ กลายเป็น ‘ศัตรู’ จุดเปราะบางใหม่ของ NATO

โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากจะเชื่อ เมื่อหลายฝ่ายเริ่มมองว่า "โดนัลด์ ทรัมป์" คือภัยคุกคามโดยตรงต่ออธิปไตยของกรีนแลนด์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ความกังวลเรื่องความมั่นคงของ กลุ่ม NATO มักจะพุ่งเป้าไปที่รัสเซียหรือจีนเป็นหลัก 

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

แต่ในวันนี้ ความเสี่ยงกลับมาจาก "มหาอำนาจอันดับหนึ่ง" ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของพันธมิตรเอง

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ได้แจ้งต่อสมาชิกสภาว่า ทรัมป์ยังคงต้องการ "ซื้อ" กรีนแลนด์ให้ได้ แม้ว่าผู้นำกรีนแลนด์และเดนมาร์กจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ดินแดนแห่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย"

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้คือความ "คาดเดาไม่ได้" ของทรัมป์ ซึ่งแตกต่างจากวาระแรกที่เขายังมีคนคอยทัดทาน แต่ในรัฐบาลชุดนี้แทบไม่มีใครคอยควบคุมเขาเลย และไม่รู้เลยว่ารัฐมนตรีกลาโหมอย่าง พีท เฮกเซธ จะกล้าขัดขวางหากประธานาธิบดีตัดสินใจสั่งการให้นาวิกโยธินบุกไปปักธงชาติสหรัฐบนแผ่นดินกรีนแลนด์หรือไม่

พลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของ NATO ให้สัมภาษณ์กับ CNN อย่างตรงไปตรงมาว่า "ชาวเดนมาร์กคือคนจริงและมีความเข้มแข็ง ผมจะไม่แปลกใจเลยหากพวกเขาจะส่งทหารไปตั้งรับเพื่อต่อต้านกองกำลังสหรัฐ หากสถานการณ์มาถึงจุดที่พันธมิตรต้องรบกันเอง นั่นหมายถึงจุดจบของ NATO ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้"

สถานการณ์นี้ชาติมหาอำนาจในยุโรปเริ่มแสดงความวิตกกังวลอย่างหนัก

ทำไมทรัมป์อยากได้ ‘กรีนแลนด์’ ? ล่าขุมทรัพย์แร่หายาก หรือคุมจุดยุทธศาสตร์โลก

ผู้นำจากฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน และสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยยืนยันคำขาดว่า "กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์เท่านั้น" 

ส่วน มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของแคนาดา ซึ่งมีพรมแดนติดกับกรีนแลนด์ เตรียมส่งคณะผู้แทนระดับสูงไปเยือนกรีนแลนด์ในเดือนหน้าเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตย

 นายกรัฐมนตรีเฟรเดอริกเซนได้เตือนอย่างหนักแน่นว่า การกระทำดังกล่าวจะ "ทำลาย NATO" และระบบการป้องกันร่วมกัน ซึ่งเป็นเสาหลักความมั่นคงของโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การบุกรุกดินแดนในยุโรปโดยน้ำมือของสหรัฐเอง จะตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับยุโรปแบบที่ไม่หวนกลับคืนได้

ทำเนียบขาวกำลังเดินหน้าใช้อำนาจอย่างเต็มที่มี "ไพ่เหนือกว่า" จากการที่ยุโรปต้องพึ่งพาสหรัฐในการป้องกันประเทศ กลายเป็นข้อต่อรองสำคัญที่ทำให้ทรัมป์กุมความได้เปรียบ เพราะแทบไม่มีโอกาสเลยที่กองกำลังของเดนมาร์กหรือยุโรปจะต้านทานกองทัพสหรัฐได้หากเกิดการปะทะขึ้นจริง 

สตีเฟน มิลเลอร์ ย้ำว่า "จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมารบกับสหรัฐ เพื่อแย่งชิงอนาคตของกรีนแลนด์"

 ทรัมป์จงใจใช้กลยุทธ์ "ศิลปะแห่งการต่อรอง" เพื่อบีบเดนมาร์ก และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทรัมป์แต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา ให้เป็นทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ เพราะลุยเซียนาคือดินแดนประวัติศาสตร์ที่สหรัฐเคย "ซื้อ" มาได้สำเร็จนั่นเอง

‘ทรัมป์’ ซื้อกรีนแลนด์ไม่ง่าย

คริส เมอร์ฟีวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า แผนการของทรัมป์ที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์นั้นเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังสุดๆ

เมอร์ฟียอมรับว่า "เมื่อ 6 หรือ 12 เดือนก่อน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มองว่าคำพูดเรื่องยึดกรีนแลนด์เป็นแค่การเบี่ยงเบนความสนใจที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้น"

แต่ตอนนี้ เมอร์ฟีระบุว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว และทุกคนจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าทรัมป์กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ เพราะสิ่งที่เคยถูกมองว่าเพ้อฝัน กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายที่ดุดันและคาดเดาไม่ได้มากขึ้นทุกขณะ

อย่างไรก็ตาม การจะซื้อกรีนแลนด์อาจไม่ง่ายอย่างที่ทรัมป์คิด เพราะต้องผ่านขั้นตอนกฎหมายที่ซับซ้อน ทั้งการอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐและการยินยอมจากสหภาพยุโรป รวมถึงสนธิสัญญาต่างๆ

ที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง "ราคา" แม้ตอนนี้กรีนแลนด์จะไม่ได้มีไว้ขาย แต่คำถามใหญ่คือ สมาชิกสภาคองเกรสจะยอมควักเงินภาษีประชาชนหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อซื้อเกาะนี้จริงหรือไม่ ในขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ที่อยู่อาศัย และค่าอาหาร

สตาฟริดิสย้ำว่า สหรัฐควรใช้วิธีทางการทูตและเศรษฐกิจร่วมกับยุโรปเหมือนที่ทำมานานหลายทศวรรษ แทนที่จะผลักดันไปสู่จุดจบที่เลวร้าย

อ้างอิง CNN CNBC