ตัวอย่างงานแฟชั่นดีไซน์ไม่อิงกระแส Skin On Skin by Monrissa และ Monrissa Couture ใช้ศาสตร์ จิตวิทยา ผู้สวมใส่ ฉีกกรอบสุภาพสตรี
ตัวอย่างงานแฟชั่นดีไซน์ไม่อิงกระแส Skin On Skin by Monrissa และ Monrissa Couture ใช้ศาสตร์ “จิตวิทยา” ผู้สวมใส่ ฉีกกรอบสุภาพสตรี เปิดพื้นที่ให้คนมีสไตล์เฉพาะตัว ขอ “ปักธง” แหล่งโชว์งานศิลป์ สร้างแฟชั่นบนวิถีอาร์ท
จิตวิทยา กำเนิดแฟชั่น
“ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างล้วนมีต้นตอมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งนั้น เสื้อผ้าสำหรับโบว์คือจิตวิทยา ไม่อยากให้ผู้หญิงถูกมองเป็นวัตถุ หรืออยู่ในเสื้อผ้าที่อึดอัดโชว์สัดส่วนจนต้องระแวง และไม่จำเป็นต้องพยายามมากเกินไปที่จะสวยตามคำนิยามของสังคมหรือจากสื่อ นั่นไม่ใช่ความสวยงามในแบบที่โบว์มอง เราอยากทำเสื้อผ้าเพื่อปลดปล่อยความกดดันของผู้หญิง เสื้อผ้าต้องทำให้ผู้สวมใส่แล้วเป็นตัวของตัวเองที่สุด ใส่สบาย ไม่อึดอัด ผู้หญิงที่สวยที่สุด คือผู้หญิงที่รู้สึกสบายกับความเป็นตัวของตัวเอง”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนต้นขั้วความคิดของ โบว์-มนต์ริสสา ลีนุตพงษ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อ Monrissa Couture กับลุคหรูหราด้วยการตัดเย็บและวัสดุ แต่ไม่ “เว่อร์โดด” สำหรับงานกลางคืน และ Skin On Skin by Monrissa ชุดสตรีที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน กับลูกเล่นไม่ซ้ำใคร ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อตัวร่างกายผิวหนังของผู้หญิงเอง
โบว์ อธิบายจิตวิทยาสร้างงานแฟชั่นให้ฟังต่อว่า คีย์เวิร์ดการออกแบบเสื้อผ้าของเธอ จะต้องนำพื้นฐานความเป็นผู้หญิงด้วยกันมาใช้ ดึงความแตกต่างของแนวความคิดเชิงศิลปะและผลงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนสัมผัสของเนื้อผ้า ความประณีตที่ได้จากคุณยาย ช่างตัดเย็บสุดเนี้ยบ และการใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด เพื่อที่ลูกค้าจะได้สัมผัสว่าเขาเป็นคนที่พิเศษที่สุด
แรงบันดาลใจ นอกกะลา
ดีไซเนอร์ไอเดียนอกกรอบ เผยถึงแรงผลักดันในการออกแบบชิ้นงานว่า ต้องเปิดหูเปิดตา สรรหาวัตถุดิบใหม่ๆมาทดลอง แต่ง แต้ม เติม ต่อจากงานชิ้นเดิมๆให้เปลี่ยนไป หรือคิดสิ่งใหม่ โดยอาศัยวัสดุและสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับแฟชั่นเสื้อผ้าก็ยังได้
ยกตัวอย่าง ผลงานของ Monrissa Couture ในชื่อคอลเลคชัน "Sour" ชุดเดรสในแนวเทพเจ้ากรีกที่ยังคงคอนเซ็ปต์ “เนื้อสัมผัสสบาย แต่หรูหราสะดุดตา” โดยใช้วัตถุดิบ Silk Chiffon นำเข้าจากฝรั่งเศส การจับจีบที่พิเศษและแลดูเป็นธรรมชาติเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ครั้งใหม่นี้จะเพิ่มสีฉูดฉาดเด่นชัดขึ้น พร้อมเพิ่มลูกเล่นด้วยคริสตัลจากสวารอฟสกีแท้ มาประดับไว้ที่หัวไหล่ และแผ่นหลังของเสื้อผ้า ทำให้ชุดเปร่งประกายแลดูเด่นและมีคุณค่า
ส่วนคอลเลคชันใหม่ของ Skin On Skin by Monrissa ในชื่อว่า Hollywood Rebel Collection นั้นมีจุดเด่นที่เทคนิคเย็บซ่อนตะเข็บรอยเย็บ กับวิธี colour blocking นำเอาสีทูโทนและทรีโทนมาแมทช์กัน แลดูแปลกตาด้วยสีตัดกันสุดขั้ว จึงมีความเท่ เก๋ และเปรี้ยวในเสื้อตัวเดียว
นอกจากนั้นมนต์ริสสายังนำศาสตร์ “Emotional” สร้างอารมณ์ดีให้ผู้สวมใส่ นำโฟมเม็ดมาสอดไว้ระหว่างเนื้อผ้าสองชั้นที่โปร่งสบาย เป็นลูกเล่นให้รู้สึกสนุกสนานเมื่อสวมใส่ โฟมนี้จะกลิ้งไปมาอยู่ภายในผ้าสองชั้น ประจุไฟฟ้าจะทำให้เม็ดโฟมบางเม็ดนั้นติดอยู่ชั้นบนของผ้าส่วนเม็ดอื่นจะกลิ้งอยู่ที่ปลายเสื้อหรือกระโปรง แลดูเป็นเด็ก น่ารัก อารมณ์ดี และขี้เล่น
“แรงบันดาลใจสร้างงาน อาจแค่เพราะโบว์ไปเห็นซองจดหมายที่สิงคโปร์ เกิดปิ๊งว่าเราลองทำเสื้อเลียนแบบดู เอาเทคนิคที่เป็นสไตล์ของเรา อย่างใช้สีตัดกันมาทำแพทเทิร์น ใส่สวารอฟสกีเข้าไป ดึงจุดเด่นหรือสิ่งเล็กๆน้อยๆในคอลเลคชันเดิมหรือข้ามไปเอาอีกแบรนด์หนึ่งของเรามาใช้ อยู่กับธรรมชาติและแรงบันดาลใจของเราก็กลายเป็นผลงานชิ้นใหม่ออกมาได้ นั่นแปลว่าเราไม่ต้องรอซีซั่น เพราะเราคิดใหม่ได้เสมอทุกเวลา ซึ่งโบว์จะใช้เวลาแต่ละคอลเลคชันประมาณ 4-5 เดือน”
ขายของ บนพื้นที่ศิลปะ
นอกจากไอเดียสร้างสรรค์งานอันบรรเจิดแล้ว โบว์-มนต์ริสสา ยังโชว์จุดยืนที่แตกต่างด้านการตลาด ด้วยทำเลร้านบนพื้นที่ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร หลังจากประสบความสำเร็จในการขายออนไลน์มาแล้ว
“เสื้อผ้าก็คือศิลปะอย่างหนึ่ง เราจึงให้คุณค่ากับวัฒนธรรมและศิลปะ เลยหาแหล่งที่คนมาเดินตรงนั้น เขาก็อยากมาสื่อสารกับเราเช่นกัน หากเราเปิดตามแหล่งขายทั่วไป มันก็เหมือนเราจับปลาในบ่อ ลูกค้าไม่โฟกัสมาที่เราคนเดียว เพราะมีตัวเลือกมากมาย ความสนใจที่เราก็จะน้อยลง”
โบว์ บอกต่อว่า ยุคนี้ลูกค้าต้องการหาสิ่งแปลกใหม่ อีกทั้งยังเกิดการเชื่อมโยงของไลฟ์สไตล์เข้ากับศิลปะก่อให้เกิดแฟชั่นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด นั่นเป็นเหตุให้ดีไซเนอร์คนเก่งกำลังมองหาเป้าหมายแหล่งใหม่ ที่พ่วงมาพร้อมกับงานศิลปะ (Gallery) และร้านกาแฟสไตล์เซ็นในอนาคตอันใกล้นี้
“ในต่างประเทศ เขามี Fashion Museum ที่สามารถผสมผสานศิลปะ แฟชั่น การเรียนรู้หลายๆด้านไว้ด้วยกันให้เราได้สนุกกับการดีไซน์ ก็ขึ้นอยู่กับว่านักออกแบบจะจับจุดตรงไหนมาเป็นสไตล์ของตัวเอง แสดงความเป็นตัวตนได้ชัดเจน ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก เพราะทุกคนมีความเชื่อไม่เหมือนกัน หน้าที่ของดีไซเนอร์ก็คือเป็นตัวเองให้ดีที่สุด” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าบนเส้นทางศิลปะ กล่าวทิ้งท้าย





