คณะทำงานร่างฯแผนคลื่น 1800 เคาะแล้วเปิดเวทีประชาพิจารณ์ 25 ก.ค.นี้ รับฟังข้อเสนอแนะป้องกันปัญหาซิมดับ หลังทรูมูฟ-ดีพีซีสิ้นสุดสัมปทานก.ย.นี้
นายแก้วสรร อติโพธิ ประธานคณะทำงานการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจแนวทางการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ กล่าวว่า คณะทำงานเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ต่อร่างประกาศ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตหรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ... และได้ประกาศลงในเว็บไซต์ กสทช.เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเสนอความคิดเห็น ตามเอกสารแบบฟอร์มการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ(ประชาพิจารณ์) และส่งแบบฟอร์มสรุปความคิดเห็นมายัง กสทช. ภายในวันที่ 17 กรกฏาคม 2556
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต้องแจ้งความประสงค์ในแบบฟอร์มเพื่อขอเข้าร่วมนำเสนอความเห็นหรือให้ข้อมูลในประเด็นต่างๆ ด้วยวาจาต่อ คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 25 กรกฏาคม 2556 ในเวลา 09.00 - 15.00 น. ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ เพื่อคณะทำงานฯ จะนำผลที่ได้รับจากการเปิดประชาพิจารณ์ไปปรับปรุงร่างฯ และนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อพิจารณาต่อไป
ขณะเดีวยกัน คณะทำงานฯ ได้เตรียมแต่งตั้ง คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นจำนวน 3 ท่าน ที่จะเป็นคณะกรรมการฯ ที่มีความเป็นกลาง โดยได้ทาบทาม นายดิเรก เจริญผล และคณะบดีคณะวิทยาศาสตร์ อีก 2 ท่าน ปัจจุบัน นายดิเรก เจริญผล ประธานคณะอนุกรรมการเลขหมายโทรคมนาคมกสทช.
นายแก้วสรร กล่าวยืนยันว่า กสทช. มีหน้าที่ตามกฏหมายที่ต้องดำเนินการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เหลืออยู่หลังสัมปทานคลื่น 1800 ซึ่งการออกร่างประกาศฯ ดังกล่าว อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ.2553 และมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ทั้งนี้ สัญญาสัมปทานของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย.2556 ของบมจ. กสท โทรคมนาคม ผู้ให้สัญญาสัมปทาน ดังนั้น กสทช.จึงมีหน้าที่ออกมาตรการกำกับดูแลเพื่อให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว รวมถึงสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเร่งโอนย้ายผู้ใช้บริการให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการต่ออายุสัมปทาน และไม่ใช่การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ตามมาตรา 45 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แต่เป็นการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ
สำหรับโครงสร้างการให้บริการในระหว่างมาตรการการคุ้มครองนั้น ให้เอกชนกับรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ร่วมกัน แล้วไปปรึกษาเจรจาตกลงกันเองว่าจะใช้โครงสร้างใดในการให้บริการ เช่น ให้เอกชนเช่าใช้โครงข่าย หรือจะเป็นอีกทางหนึ่งคือให้โอนลูกค้ามาให้รัฐวิสาหกิจเข้าเป็นคู่สัญญาแทน ส่วนเอกชนก็เป็นผู้รับเหมารับงานบริการและการตลาดไปทำอีกส่วนหนึ่ง โดย กสทช.จะไม่เข้าไปกำหนดว่าจะต้องเป็นรูปแบบใด ซึ่งจะต้องสรุปรูปแบบการให้บริการหลังจากประชาพิจารณ์แล้ว 60 วัน





