อินทัช เดินหน้าแผนลงทุนเฉียดแสนล้านบาทใน 3 ปี รุก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก รองรับโอกาสตลาดในประเทศขยายตัว เชื่อโอกาสยังเปิดกว้างการลงทุน
กลุ่มอินทัชมั่นใจเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย วางกลยุทธ์มุ่งเป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรม จะทำให้ธุรกิจรอดพ้นหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นในเสถียรภาพของกลุ่มอินทัชและเศรษฐกิจของไทยที่จากการคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือ จีดีพี ยังอยู่ระดับ 4.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ประกอบกับกลุ่มอินทัชได้วางตัวจะเป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรมมากกว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้น หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น บริษัทยังมั่นใจจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหรือธุรกิจ
"ภาพธุรกิจที่ผูกติดกับการเมืองยังไม่หมดไป แต่จากผลสำรวจและความรู้สึกที่สัมผัสได้จากตลาดพบว่าความเข้าใจของสังคมดีขึ้น"
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปลี่ยนแปลงจากผู้กำเนิดธุรกิจคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย มาเป็นผู้ให้บริการโทรคม ภายใต้ 4 บริษัทหลัก คือ อินทัช, เอไอเอส, ไทยคม และ ซีเอส ล็อกซอินโฟ สร้างเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้เกิน 10% ของตลาดหลักทรัพย์ไทย หรือมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านบาท และ เกิดการสร้างงาน 12,000 ตำแหน่ง
"ความรู้สึกของผู้คนที่ได้สัมผัส และการสำรวจแบรนด์ของเราพบว่าคอร์ปอเรท อิมเมจของเราดีขึ้นตามลำดับ และก็เชื่อว่าจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จากบริการและธุรกิจที่เราทำ"
ลงทุนเฉียดแสนล้าน
ส่วนการลงทุนยังคงยืนตามแผนที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ คือ 7 หมื่นล้านบาทภายในกรอบเวลา 36 เดือนสำหรับเอไอเอส ขณะที่ไทยคมจะอนุมัติเงินลงทุนตามแผนธุรกิจดาวเทียมแต่ละดวง ซึ่งปัจจุบันกำลังเตรียมแผนจะให้บริการดาวเทียมไทยคม 6 ภายในปีนี้ ลงทุน 160 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 4,800 ล้านบาท ส่วน ไทยคม 7 เป็นการเข้าไปร่วมกับพาร์ทเนอร์คาดใช้งบลงทุน 170 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,100 ล้านบาท แบ่งจ่ายภายใน 15 ปี ส่วน ไทยคม 8 กำลังศึกษาและตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังไม่ตั้งงบลงทุน
ขณะที่ธุรกิจทีวีดิจิทัลยังเป็นการประมาณการลงทุน เพราะว่าต้องรอสรุปเงื่อนไขการประมูลจาก กสทช. แต่เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนสำหรับการประมูลไลเซ่น และการจัดตั้งบริษัทเพื่อทำสตูดิโอรวมราว 2 พันล้านบาท
บริษัทมองว่า การลงทุนในประเทศยังมีโอกาสสูงกว่า และไม่เป็นการเสียโอกาสเพราะอุตสาหกรรมในประเทศก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการลงทุนต้องดูที่กำลังและความสามารถของตัวเองด้วย
นอกจากนี้ บริษัทกำลังทำวิจัยและศึกษาตลาด รวมทั้งการเตรียมพร้อมด้านวิศวกรรมสำหรับการให้บริการ 4จี และ ไวร์ บรอดแบนด์ ที่จะเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่มี ซึ่งทั้งหมดยังไม่ตั้งงบลงทุน และการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ
ลุย4อุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนทั้งหมดจะอยู่ภายใน 4 อุตสาหกรรมหลักที่กลุ่มอินทัชให้ความสำคัญขณะนี้ คือ โทรคม, มีเดีย, ไอที และ ดิจิทัล คอนเทนท์ ภายใต้เป้าหมายทางธุรกิจสำคัญทั้งหมด 8 ด้าน คือ 3จี 2100 เมกะเฮิรตซ์, การได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมประเภทที่ 3 จาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำหรับดาวเทียมไทยคม 7 มีแผนจะยิงขึ้นสู่วงโคจรในปี 2557
การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยด้านธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม และสื่อให้มีโอกาสเติบโตในฐานะเวนเจอร์ แคปปิตอล (Venture Capital), การให้บริการพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลดิจิทัลในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง กับลูกค้าองค์กร และบุคคลทั่วไป, การเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ ช่องรายการเด็กและครอบครัว และ ช่องวาไรตี้ ซึ่งคาดว่าจะประมูลใบอนุญาตได้ภายในปีนี้ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ
พร้อมกันนั้น ปีนี้ อินทัช ยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจอีก 3 ด้าน ได้แก่ การก้าวสู่บริการ 4จี เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและเทคโนโลยีที่มีมากขึ้นในอนาคต, ธุรกิจดิจิทัล คอนเทนท์ และการให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงแบบมีสาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการให้ครอบคลุมและมีศักยภาพมากขึ้น
ราคาหุ้น INTUCH ปิดตลาดวานนี้ (26 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 2.16% อยู่ที่ 82.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,108.96 ล้านบาท
ส่วนราคาหุ้น THCOM ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 4.76% อยู่ที่ 33.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 346.74 ล้านบาท
ดันไวร์บรอดแบนด์เสริมโมบาย
นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า เอไอเอส กำลังเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการ 4จี รวมถึงเปิดให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงมีสาย (Wired Broadband) ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนวิจัยด้านวิศวกรรมและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ยังบอกกรอบเวลาที่ชัดเจนไม่ได้
ในเบื้องต้นที่ต้องลงทุนเพิ่มคือ เชื่อมไฟเบอร์ออปติคที่มีอยู่บ้างแล้วหลักหมื่นกิโลเมตรสู่ลูกค้าคอนซูเมอร์ ด้านโมเดลธุรกิจยังเปิดกว้างทั้งร่วมกับบริษัทในเครือ รวมทั้งหาคู่ค้าใหม่เข้ามาเสริมแล้วให้บริการร่วมกัน ทุกวันนี้เทคโนโลยีของแต่ละรายไม่ต่างกัน ที่จะเป็นตัวตัดสินคือการส่งมอบบริการสู่ลูกค้า เอไอเอสตั้งเป้าครองอันดับ 1 ตลาดต่อและในระยะยาว
"การเปิดให้บริการ 4จี และไวร์บรอดแบนด์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจเอไอเอสในอนาคต ทุกครั้งที่มีโอกาสเราจะไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นให้ว่างเปล่า เมื่อ 4จีเปิดประมูลเราก็พร้อมเข้าร่วมเต็มที่" นายวิเชียร กล่าว
อย่างไรก็ดี บริการ 3จี คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ของเอไอเอสยังไม่มีคู่แข่งรายใดสู้ได้ อีกทางหนึ่งการที่คู่แข่งออกมาทำกิจกรรมการตลาดช่วยเสริมให้บริษัทโดดเด่นมากขึ้น สำหรับกรณีคลื่น 1800 หวังว่าจะมีประมูลเกิดขึ้นโดยเอไอเอสพร้อมปฏิบัติตามที่ กสทช. กำหนด
สำหรับทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนเครือข่ายไร้สายเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก้าวสู่โมบายอินเทอร์เน็ตทั้งบนสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต เห็นได้จากอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการด้านดาต้าเอไอเอส สิ้นสุดไตรมาส 1 มีจำนวน 12.7 ล้านเลขหมาย เติบโต 4% จากเมื่อสิ้นปี 2555 ที่มี 12.2 ล้านเลขหมาย
ราคาหุ้น ADVACE ปิดตลาดวานนี้ (26 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 13.00 บาท หรือ 4.94% อยู่ที่ 276.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,366.45 ล้านบาท





