"กสท"เคาะวิธีประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่องธุรกิจ แบ่ง 4 กลุ่มประมูลไม่พร้อมกัน วางเงิน 1 ล้านซื้อซองต่อ 1 ช่อง ตีกรอบจบใน 1 ชั่วโมง "เท่ากัน"
วานนี้ (14 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) อนุมัติร่างประกาศ หลักเกณฑ์ และวิธีการประมูลทีวีดิจิทัล สำหรับ 24 ช่องธุรกิจเรียบร้อยแล้ว เตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พิจารณา วันที่ 22 พ.ค.นี้ เพื่อนำสู่กระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะ ก่อนจัดการประมูลภายในเดือน ส.ค. - ก.ย. 2556
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท. ได้เห็นชอบร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ
ทั้งนี้ได้กำหนดรายละเอียดในการประมูลทีวีดิจิทัลช่องธุรกิจทั้ง 24 ช่อง โดยหลังจากนี้จะนำร่างประกาศดังกล่าวให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช. พิจารณาในวันที่ 22 พ.ค. ก่อนเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 เดือน ก่อนนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นกรอบการประมูลจะยังอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. - ก.ย. นี้
วิธีการประมูลหลักจะเป็นเช่นเดียวกับกฎการประกวดราคาแบบภาครัฐ โดยอิงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ที่แตกต่างคือจะแบ่งการประมูลออกเป็น 4 รอบตามประเภทของช่องรายการทีวีที่แบ่งออกช่องรายการวาไรตี้ความละเอียดสูง (HD) เริ่มที่ช่องละ 1,510 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง ช่องวาไรตี้ความละเอียดมาตรฐาน (SD) เริ่มต้นที่ช่องละ 380 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง ช่องข่าวสาระ เริ่มต้นที่ช่องละ 220 ล้านบาท เปิดประมูล 7 ช่อง ช่องรายการเด็กและเยาวชนเริ่มต้นช่องละ 140 ล้านบาท
เคาะผู้ชนะใน 1 ชั่วโมง
การประมูลแต่ละประเภทจะใช้เวลา 60 นาที จะทราบผล "ผู้ชนะ" ยกเว้นกรณีที่ครบ 60 นาทีแล้วยังมีผู้เสนอราคาเท่ากันเกินกว่าจำนวนช่องที่เปิดประมูล จะต่อเวลาเพิ่มอีกครั้งละ 5 นาที ซึ่งใน 60 นาที ผู้เข้าประมูลแต่ละรายจะเคาะราคาเข้ามากี่ครั้งก็ได้ แต่ละเคาะจะมีราคาเพิ่มขึ้นตามที่ กสทช. กำหนด คือ รายการเด็กจะเพิ่มเคาะละ 1 ล้านบาท รายการข่าวเคาะละ 2 ล้านบาท รายการวาไรตี้ SD 5 ล้านบาท รายการ HD เคาะละ 10 ล้านบาท เมื่อจบการประมูลผู้เสนอราคาสูงสุดไล่ลงมาตามจำนวนช่องที่เปิดประมูลจะเป็นผู้ชนะไป
"การประมูลทีวีดิจิทัลประเภทช่องธุรกิจ จะใช้วิธีการประมูลแบบการแข่งขันเพื่อซื้อใบอนุญาตโดยเคาะราคาเพิ่มขึ้น (Forward Auction) โดยลักษณะการประมูลจะเป็นการเคาะราคาครั้งละ 1 ล้านบาท หากผู้เข้าร่วมประมูลเคาะราคาเท่ากันจะทำการขยายเวลาออกไปอีก 5 นาที วิธีนี้จะทำให้ราคาที่ผู้ชนะแต่ละคนในแต่ละประเภทรายการต้องจ่ายจะเกาะกลุ่มกัน ทำให้ไม่มีผู้ได้เปรียบเสียเปรียบจากการต้องแบกภาระต้นทุนการประมูลที่สูงเกินคนอื่น เพราะในการประมูลแต่ละรอบผู้ที่ต้องการชนะจะต้องพยายามเคาะราคาให้เกาะกลุ่มกับคนอื่น หากมีใครพยายามเสนอราคาเพิ่มก็ต้องเพิ่มด้วย ไม่สามารถเคาะเพิ่มใน 5 นาทีสุดท้ายเหมือนอีอ๊อกชั่นทั่วไปได้ เพราะจะไล่ราคาไม่ทัน"พ.อ.นทีกล่าว
กสทช. แบ่งกลุ่มการประมูลออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ไม่ได้ประมูลพร้อมกันในช่วงเวลาหรือวันเดียวกัน โดยผู้ประกอบการที่ชนะประมูลจะได้ใบอนุญาตครอบครองนาน 15 ปี
วางเงินค้ำประกัน10% ของราคาเริ่มต้น
พ.อ.นที กล่าวต่อว่า การเปิดรับสมัครจะเปิดพร้อมกันทั้ง 4 ประเภท โดยแต่ละบริษัทจะยื่นเข้าประมูลได้ไม่เกิน 3 ประเภท แต่ห้ามไม่ให้เข้าประมูลในช่องวาไรตี้ HD กับช่องรายการข่าวสารสาระพร้อมกัน ผู้ประกอบการต้องเลือกตั้งแต่ต้นว่าจะยื่นประมูลช่องใดบ้าง และต้องยื่นเอกสารขอเข้าประมูลจะต้องวางเงินค้ำประกัน 10% ของราคาเริ่มต้นประมูลในช่องที่ต้องการ โดยจะวางเป็นเงินสดหรือเช็คธนาคารก็ได้ ซึ่งเงินวางประกันนี้จะคืนภายใน 30 วันหากไม่ชนะการประมูลหรือถ้าเป็นผู้ชนะประมูลจะคืนเมื่อได้มีการชำระเงินค่าประมูลงวดแรก
สำหรับการชำระเงินค่าประมูลช่องรายการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่เป็นเงินเริ่มต้นประมูล แบ่งเป็น 4 งวด งวดแรกชำระ 50% ภายใน 60 วันหลังสิ้นสุดการประมูล ปีที่ 2 ชำระ 30% ปีที่ 3 ชำระ 10% ปีที่ 4 ชำระอีก 10% ซึ่งเงินในส่วนนี้จะต้องนำไปเป็นคูปองส่วนลดซื้อกล่องแปลงสัญญาณ (set-top-box) หรือทีวีที่รับชมดิจิทัลได้ในตัว และจะเริ่มทยอยแจกให้ประชาชนได้ในต้นปีหน้า โดยจะเริ่มแจกให้กับประชาชนในพื้นที่ๆ โครงข่ายทีวีดิจิทัลขยายถึง ตามเงื่อนไขของ กสทช. จะต้องมีโครงข่ายครอบคลุม 50% ในปีแรก ครบ 80% ในปีที่2 90% ในปีที่ 3 และครบ 100% ในปีที่ 4
ส่วนราคาที่เกินมูลค่าตั้งต้นการประมูล ซึ่งจะต้องนำเข้าสมทบในกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. ผู้ชนะประมูลจะต้องทยอยจ่ายเป็น 6 งวด เริ่มปีแรกที่ 10% ปีที่ 2 อีก 10% และตั้งแต่ปีที่ 3 ถึงปีที่ 6 จะทยอยจ่ายปีละ 20%
"ผู้ชนะการประมูลในแต่ละประเภทที่เสนอราคาสูงสุดจะมีสิทธิได้เลือกเลขช่องรายการในกลุ่มของตัวเองก่อน โดยช่องเด็กจะเริ่มที่ช่อง 13 ถึง ช่อง 15 ช่องรายการข่าว ช่อง 16 ถึงช่อง 22 ช่องรายการ SD เริ่มที่ช่อง 23 ถึง 29 ช่อง HD เริ่มที่ช่อง 30 ถึง 36 ซึ่งขณะนี้ยังไม่กำหนดว่าจะเริ่มประมูลที่ประเภทใดก่อน แต่จะแยกประมูลประเภทละ 1 วัน มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าประมูลมากกว่าจำนวนช่องที่เปิด และหากมีการเสนอราคาประมูลสูงจนตนเองจ่ายไม่ได้ ก็จะยึดคลื่นคืนพร้อมริบเงินมัดจำที่วางไปแล้ว เชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอยไอทีวี"
วาง 1 ล้านค่าซื้อซองต่อ 1 ช่อง
ขณะที่คุณสมบัติผู้เข้าประมูลไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนหรือระยะเวลาในการก่อตั้งบริษัท แต่ต้องมีคุณสมบัติ มาตรา 8 มาตรา 14 - 15 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกิจการวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 คือต้องเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของทุนทั้งหมด ที่สำคัญคือผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละรายจะต้องไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
โดยนิยามของผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ที่ 10% และต้องมีการตรวจสอบตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ด้วยเพื่อป้องกันการฮั้วราคาและการครอบงำตลาด ส่วนการกำหนดระยะเวลาห้ามเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศระหว่างกันของผู้เข้าประมูลจะเริ่มตั้งแต่วันยื่นเอกสารประมูลจนถึงวันที่ได้ผู้ชนะการประมูล และหลังจากนั้นผู้ชนะประมูลจะได้ใบอนุญาตภายใน 3 เดือน โดยจะมีอายุใบอนุญาต 15 ปี
ส่วนการนำเข้า set-top-box หรือทีวีที่รับดิจิทัลได้ในตัว คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในปลายเดือนมิ.ย. หลังจากที่ประชุมบอร์ด กสท. ได้เห็นช่องร่างประกาศเรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1 เดือนจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้
"ผู้ประกอบการที่จะเข้ามายื่นของซองการประมูลจะต้องชำระค่าซองประมูลซอง 1 ล้านบาทต่อช่องรายการ โดยการจ่ายเงินค่ามัดจำ 10% ของเงินประมูล หากผู้เข้าร่วมประมูลไม่ชนะการประมูล กสทช.จะคืนเงินดังกล่าวให้ และหากชนะจะนำไปหักในเงินวางมัดจำ ส่วนคูปองส่วนลดจะเริ่มต้นแจกช่วงต้นปี 2557"





