วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฮิตาชิ รุกจัดการข้อมูล ตลาดภาพยนตร์เอเชีย

ฮิตาชิ ลงทุนตลาดสื่อ-ความบันเทิง รับเทรนด์โลกเปลี่ยนแปลง

โลกของการผลิตภาพยนตร์กำลังเปลี่ยนแปลงไป และเอเชียอาจก้าวขึ้นเป็นแถวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีขนาดใหญ่และการลงทุนที่มีอยู่แล้วก่อนหน้า ทำให้เอเชียรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น แพลตฟอร์ม ยูนิไฟด์ สตอเรจ (HUS) และแนส ตลอดจนการใช้ซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดการออบเจ็กต์และไฟล์ภายในเฟรมเวิร์คการจัดการเดียว

การรวมการผสานรวมดังกล่าวข้างต้นเข้ากับฟังก์ชั่นที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างเช่นระบบเสมือนจริง การจัดการสินทรัพย์ประเภทสื่อ และโซลูชั่นที่จัดเก็บข้อมูลสื่อ ช่วยเร่งให้เกิดผลกำไรและร่นระยะเวลาที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้

ข้อมูลจากเคพีเอ็มจี ระบุว่าบอลลีวูด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เทียบได้กับอุตสาหกรรมฮอลลีวูดในประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างรายได้กว่า 2 พันล้านดอลลลาร์ ปี 2554 หรือประมาณ 20% ของรายได้ที่ฮอลลีวูดทำได้ในสหรัฐอเมริกา โดยรายได้มูลค่า 1.25 พันล้านดอลลลาร์ จาก 2 พันล้านดอลลาร์ได้มาจากภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ภายในประเทศอินเดีย ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากทั่วโลกหรือจากต่างประเทศ โฮมวิดีโอ และการให้ขายลิขสิทธิ์ให้ธุรกิจเคเบิลและดาวเทียม

จะเห็นได้ว่าบอลลีวูดสามารถผลิตภาพยนตร์ได้ประมาณ 175 เรื่อง และพากษ์เสียงในภาษาฮินดูอีก 100 เรื่อง แต่โชคไม่ดีนักที่ภาพยนตร์เกือบ 200 จาก 275 เรื่องทำเงินให้ผู้สร้างไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่สถิติที่ดีนัก

ปีเดียวกัน ตลาดด้านสื่อของประเทศจีนก็ได้ขยายตัวมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าภาพยนตร์จะทำเงินได้ไม่ต่างจากที่อินเดียมากนัก หรือขาดทุนนั่นเอง สาเหตุเพราะการนำเข้าวิดีโอจำนวนมากแทนที่จะผลิตจริงๆ ในจีน

แต่สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงเนื่องจากรัฐบาลจีนได้เล็งเห็นแล้วว่า การผลิตวิดีโอดิจิทัลอย่างอิสระเป็นแนวทางการลงทุนระดับชาติที่จะนำไปสู่การจ้างงาน การสร้างทักษะ และการยกระดับด้านการศึกษา อีกทั้งยังเป็นการค่อยๆ พัฒนาตลาดบันเทิงในจีน และสิ่งนี้กำลังเริ่มจะเกิดขึ้นในอินเดียเช่นกัน

ต้นทุนโดยเฉลี่ยในการผลิตภาพยนตร์ของบอลลีวูดอยู่ระหว่าง 350,000 - 4.5 ล้านดอลลาร์ ไม่รวมต้นทุนด้านการตลาด เทียบกับต้นทุนการผลิตภาพยนตร์ต่อเรื่องของฮอลลีวูดจะอยู่ที่ 15 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น การผลิตภาพยนตร์ของวูดดี อัลเลน ในทศวรรษล่าสุดมีต้นทุนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ภาพยนตร์ของบล็อกบัสเตอร์ เช่น จอห์น คาร์เตอร์ ผลิตโดย ดิสนีย์ และเบรฟ ผลิตโดย พิกซาร์-ดิสนีย์ มีต้นทุนการผลิตต่อเรื่องมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม แม้ภาพยนตร์ของฮอลลีวูดจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ามาก แต่โดยปกติแล้วจะทำกำไรได้ ต่างจากภาพยนตร์ของบอลลีวูดที่ทำกำไรได้ประมาณ 20% เท่านั้น


ฮิตาชิ ลงทุนตลาดสื่อ-ความบันเทิง

นายเจฟฟรีย์ กรีนวาลด์ ฝ่ายการตลาดโซลูชั่นสำหรับธุรกิจสื่อสาร มีเดียและบันเทิงทั่วโลก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวว่า จากความกังวลอย่างมากด้านการทำกำไร ทำให้ผู้ผลิตในเอเชียให้ความสำคัญกับการผลิตภาพยนตร์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และขณะนี้บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กำลังเดินหน้าลงทุนอย่างหนักในโซลูชั่นระบบจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage)

ทั้งนี้ รวมถึงการเข้าซื้อบริษัท บลูอาร์ก เมื่อปี 2554 เพื่อช่วยให้สตูดิโอผลิตภาพยนตร์และบริษัทโพสต์โปรดักชั่นแสดงผลภาพได้เร็วขึ้น ช่วยให้โยกย้ายและถ่ายโอนไฟล์ผ่านแวนได้ในเวลาที่สั้นลง รวมถึงร่นระยะเวลาการแปลงไฟล์วิดีโอให้น้อยลงอีกด้วย

ทั้งหมดนี้สนับสนุนให้เกิดต้นทุนโดยรวมที่ต่ำลง และนำเสนอวิดีโอที่มีคุณภาพดีมากขึ้นออกสู่ตลาดได้ในระยะเวลาที่สั้นลง ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมสื่อของเอเชียที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านงบประมาณเป็นหลัก

วิธีหนึ่งในการเพิ่มผลกำไรคือการจำหน่ายภาพยนตร์ให้ผู้เผยแพร่เนื้อหาผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือทีวีดาวเทียม ซึ่งจะนำวิดีโอไปเก็บไว้ในคลังจัดเก็บที่จะสร้างรายได้จากการรับชมต่อครั้ง หรือจากส่วนแบ่งของการสมัครสมาชิก โดยระบบจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการสินทรัพย์ประเภทสื่อสำหรับบริการเหล่านี้ และถือเป็นส่วนที่ฮิตาชิ ให้ความสำคัญ

เมื่อการนำสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ซ้ำเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น การใช้เมตาดาต้าอย่างมีประสิทธิภาพจึงช่วยร่นระยะเวลานำวิดีโอออกสู่ตลาดได้ จะเห็นได้ว่าระบบจัดเก็บข้อมูลที่ผสานรวมข้อมูลแบบบล็อก ไฟล์ และออบเจ็กต์ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวได้นั้น สามารถสร้างข้อได้เปรียบด้านการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นและใช้ความจุที่มีอยู่ของระบบจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระดมทุนผ่านเน็ต

จะเห็นได้ว่าต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะเมื่อฉายภาพยนตร์ในต่างประเทศ ถือเป็นการลงทุนจำนวนมหาศาลสำหรับสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ในเอเชีย แนวทางหลักที่สตูดิโอเหล่านี้ยึดมั่นคือการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง ทำให้มีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้ไม่สูงนัก ด้วยเหตุนี้ “การระดมทุน” (Crowd funding) จึงเป็นแนวทางสำหรับการผลิตภาพยนตร์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

กล่าวคือสาธารณชนและกองทุนร่วมลงทุนจะประเมินวิดีโอหรือคลิปภาพยนตร์สั้นๆ ที่มักจะอยู่ในรูปของแอนิเมชั่น, วีเอฟเอ็กซ์ หรือภาพยนตร์สั้นซึ่งมีต้นทุนการผลิตไม่สูงนัก เพื่อตัดสินใจให้เงินลงทุนเพิ่มเติมสำหรับใช้ในการผลิตวิดีโอดังกล่าวให้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาวต่อไป

การทดสอบตลาดโดยใช้การระดมทุนผ่านอินเทอร์เน็ตกำลังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์เกิดใหม่และผู้ผลิตระดับกลาง ซึ่งมีประสบการณ์ที่ยากลำบากในการระดมทุนเงินมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับการสร้างภาพยนตร์เต็มเรื่อง นั่นหมายความว่าโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากอาจทำให้สตูดิโอน้องใหม่ที่มีขอบข่ายการดำเนินงานขนาดเล็กก้าวไปเป็นองค์กรขนาดใหญ่ได้ในชั่วข้ามคืน

ด้วยเหตุนี้ ความสามารถด้านการปรับขนาดและความมีสมรรถนะสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลแม้แต่ในสตูดิโอขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ เนื่องจากแต่เดิม สตูดิโอขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะเน้นการผลิตขนาดเล็ก ขณะที่สตูดิโอขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะเน้นการผลิตขนาดใหญ่ แต่ในโลกดิจิทัลปัจจุบันจะไม่ใช่ในรูปแบบเดิมอีกต่อไป

ปกติบริษัทผู้ผลิตและผู้ให้บริการภายหลังการถ่ายทำในเอเชียจะใช้แนวทางบริหารต้นทุน ด้วยการสร้างสตูดิโอในภูมิประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ปรับใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยให้พัฒนาสื่อได้เร็วยิ่งขึ้น กระจายต้นทุนให้ครอบคลุมในหลายโครงการ

จะเห็นได้ว่ามีสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายแห่ง เช่น Film City ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองใกล้กับเมืองมุมไบ ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก และสถานที่เหล่านี้ช่วยลดต้นทุนลงได้ เนื่องจากใช้เป็นสถานที่แห่งเดียวในการผลิตภาพยนตร์จำนวนมาก จากข้อมูลพบว่าปริมาณภาพยนตร์โดยเฉลี่ยของบริษัทผู้ผลิตแต่ละรายจะอยู่ที่ 2-3 เรื่องต่อปี

แนส ลดปัญหาคอขวดระบบจัดเก็บ

ขั้นตอนการทำงานสื่อที่ใช้เวลาดำเนินการมากที่สุด เช่น การแสดงผลไฟล์และการดาวน์โหลดหรือการโยกย้ายข้อมูลไฟล์ สามารถส่งผลต่อระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์จะออกสู่ตลาดได้ ดังนั้น ต้นทุนที่ต่ำลงของการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับขั้นตอนสุดท้ายในการสร้างไฟล์วิดีโอ

นอกจากนี้ การปรับสี, การตัดต่อ, วีเอฟเอ็กซ์ และการทำแอนิเมชั่น ต่างก็ใช้เวลาอย่างมาก ซึ่งมีผลต่อต้นทุนมหาศาลด้วยเช่นกัน แม้ว่าจำนวนชั่วโมงทำงานของของศิลปินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้านเทคนิคจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม โดยเฉพาะในจีน และอินเดีย มักเป็นครึ่งหนึ่งของคู่แข่งในแคนาดา ซิดนีย์ ฮอลลีวูด และลอนดอน

แต่หากโครงสร้างพื้นฐานมีปัญหาคอขวด หรือล่าช้าอาจทำให้ปรับปรุงคุณภาพวิดีโอก่อนจะให้ผู้กำกับรีวิวในขั้นตอนสุดท้ายของการถ่ายทำไม่ได้

2558 เส้นตายเอเชียก้าวเข้าสู่ดิจิทัล

ผู้กระจายเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ในเอเชียกำลังเผชิญหน้ากับเส้นตายที่ถูกบังคับให้ก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล เครือข่ายระบบทีวีและเคเบิลทั้งหมดที่จะเผยแพร่รายการซึ่งครอบคลุมในหลายประเทศ รวมถึงอินเดียที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 จะเห็นได้ว่าจำนวนครัวเรือนในเอเชียที่เสียค่าบริการทีวีดิจิทัลในขณะนี้มีเพียง 35 ล้านครัวเรือนจาก 140 ล้านครัวเรือน

ด้วยเหตุดังกล่าว ตลาดเอเชียจึงกำลังพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่เพียงแต่ฝ่ายผู้ผลิตเท่านั้นแต่ยังรวมถึงฝ่ายผู้บริโภคอีกด้วย และจะเป็นการเปิดโอกาสอย่างมากให้แก่บริการด้านความบันเทิง เกม และบริการไลบรารีวิดีโออื่นๆ โดยผู้ประกอบการที่ชาญฉลาดกำลังมองหาปัจจัยเสริม เช่น ไอพีทีวี, โอทีที, สมาร์ททีวี และดีทีที เพื่อสร้างโอกาสสำหรับการโฆษณา การสมัครสมาชิก และฐานผู้ชมที่มากขึ้น

สร้างโอกาสจากเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ฮิตาชิ มองเห็นการเปลี่ยนผ่านของตลาดในเอเชียจากมุมมองของการพัฒนาการผลิต ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะพัฒนาโซลูชั่นในปัจจัยที่สำคัญ 4 ด้าน คือ การจัดการสินทรัพย์ด้านสื่อ โซลูชั่นการนำเข้าและกลับสัญญาณภาพ-เสียงเพื่อออกอากาศ การนำเสนอพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสื่อ จัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบบล็อก ไฟล์ และออบเจ็กต์

การพัฒนาโซลูชั่นดังกล่าวสร้างความมั่นใจอย่างมากให้แก่ผู้สร้างเนื้อหาที่ต้องการสมรรถนะสูงและโครงสร้างต้นทุนโดยรวมที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นการให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับผู้นำเสนอเนื้อหาด้วย เช่น ผู้ให้บริการกระจายเสียงทั้งวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมที่นำเสนอบริการสำหรับโรงภาพยนตร์ ทีวี อุปกรณ์มือถือ และระบบเกม

ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากภาพยนตร์จำนวนมากที่ต้องการเห็นในโรงภาพยนตร์ได้ถูกแทนที่ในรูปแบบของความบันเทิงภายในบ้านแบบดิจิทัล หรือระบบเคเบิลออนดีมานด์ หรือแม้กระทั่งบนไอแพด และแทบเล็ต รวมทั้งยังนำเสนอผ่านแว่นตา 3มิติอีกด้วย นับได้ว่าเป็นอนาคตที่สดใสอย่างมาก ด้วยระบบเสียงสเตอริโอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังจะเข้าถึงตัวคนในอีกไม่ช้า