บทเรียนจากความสำเร็จของธุรกิจนวัตกรรม กล้าคิด กล้าลงมือทำอาจไม่เพียงพอ หากสามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าไปได้ โอกาสก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
คำบอกเล่าของ “มรุต ชโลธร” กรรมการผู้จัดการบริษัท อินโนเวทีฟ ฟู้ด แพ็คเกจจิ้ง จำกัด เจ้าของนวัตกรรม ไอ-ฟรุ๊ต … ไอศกรีมเนื้อผลไม้ สะท้อนให้เห็นความยากของการทำธุรกิจนวัตกรรม ที่โอกาสมาพร้อมกับความเสี่ยง
“การแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารหนีไม่พ้นการอบ และแช่แข็ง ซึ่งมีแต่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นขณะที่มูลค่าของสินค้ายังคงเท่าเดิมโจทย์ของการแปรรูปในอนาคตจึงต้องเป็นมากกว่าการเก็บรักษา”
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาริเริ่มคิดทำนวัตกรรม โดยเริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว จากการแปรรูปผลไม้สดในรูปของผลไม้แช่แข็ง สู่นวัตกรรมการแปรรูปด้วยเทคนิคใหม่สามารถสร้างมูลค่าสินค้าได้มากกว่าผลไม้ในแบบเดิม ส่งให้ไอศกรีมเนื้อผลไม้ ภายใต้แบรนด์ “ไอ-ฟรุ๊ต” เป็นที่รู้จักทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
: จังหวะและโอกาส
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาคิดทำนวัตกรรม เพราะก่อนหน้านี้ ความสำเร็จจากการแปรรูปมังคุด เป็นน้ำมังคุดที่มีรสชาติไม่ฝาดและอุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา เคยให้บทเรียนทางการตลาดที่สำคัญกับตัวเขาเอง
“ตอนนั้นเรามั่นใจมากว่าสินค้าเราดี จึงได้ส่งไปทำตลาดในต่างประเทศ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่น้ำมังคุด กลายเป็นสินค้าที่มีการผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก การเกิดขึ้นของสินค้าลอกเลียนแบบ โดยที่ผู้บริโภคเองก็แยกไม่ออกว่าต่างกันอย่างไร กลายเป็นความล้มเหลวที่ต้องนำกลับมาเป็นบทเรียน” และย้ำว่า การเปิดตลาดสินค้านวัตกรรมอาจต้องรอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม
บทเรียนที่เกิดขึ้นทำให้หันกลับมามองตลาดนิชมาร์เก็ต และพัฒนาสินค้าให้มีจุดเด่น ยากต่อการลอกเลียนแบบ ตลอดจนเรียนรู้วัฒนธรรมการบริโภคของแต่ละประเทศ และบ่มเพาะจนกระทั่งนวัตกรรมสุกงอมพร้อมออกสู่ตลาด
“จากทุเรียนที่เคยขายเป็นลูก วันนี้เราทำให้อยู่ในรูปของทุเรียนแช่แข็งรูปทรงไข่พร้อมทาน จนเป็นที่ยอมรับในประเทศจีน ที่มองว่าทุเรียนเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ซึ่งในอนาคตบริษัทมั่นใจที่จะเดินหน้าต่อยอดสินค้าอื่นๆ ที่เป็นจุดเด่นของไทย ตัวอย่างเช่น ไอศกรีมข้าวหอมมะลิที่อยู่ระหว่างการพัฒนานวัตกรรม”
: มาตรฐานใบเบิกทาง
ไม่ต่างจากความพยายามในการสร้างแบรนด์สบู่อินทรีย์ Good Grace โดยบริษัท เชียงใหม่ ออร์แกนนิค แอนด์ สปา จำกัด ที่ทุ่มเงินทุนมหาศาลตั้งโรงงานผลิต และมองหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันสินค้าของบริษัทเรียกได้ว่าเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ที่ผลิตและจำหน่ายไปทั่วโลก
“อาชิณญา อุรพีพัฒนพงศ์” กรรมการผู้จัดการบริษัท เชียงใหม่ ออร์แกนนิค แอนด์ สปา จำกัด บอกว่า ความยากของการทำนวัตกรรมสินค้าอินทรีย์ คือการหาแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ ซึ่งปัจจุบันมีวัตถุดิบเพียงชนิดเดียวที่หาได้ในประเทศไทยคือน้ำมันมะพร้าวอินทรีย์ ส่วนที่เหลือต้องนำเข้าทั้งหมด ทำให้ปัญหาที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตที่สูง และราคาที่ไม่เสถียร กลายเป็นปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม
แต่สิ่งที่ทำให้สินค้าเป็นที่ยอมรับในตลาด คือมาตรฐานสินค้าซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ในการเปิดตลาดสินค้าออแกนิกส์ไปยังต่างประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Certified จาก Bio Agricert จากอิตาลี และ USDA จากสหรัฐอเมริกา ช่วยการันตีสินค้าส่งออก เปิดช่องทางการขายไปทั่วโลก
“การพัฒนาสินค้านวัตกรรมต้องไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้บริษัทได้ผลิตสินค้าให้หลายแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จากสบู่ เป็นสินค้าในกลุ่มเด็ก ผู้หญิง ไปจนถึงสัตว์เลี้ยง ที่ยังต้องการกระบวนการคิดและต่อยอดไปเรื่อยๆ”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายธุรกิจนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนการลงทุนกับภาคเอกชน ในธุรกิจที่มีความเสี่ยง ทำให้เกิดการลงทุนจริง ทั้งในรูปแบบวิชาการ โครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน และนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย ได้ล่าสุดได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจจากตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเชื่อว่านวัตกรรมจะช่วยเปิดโอกาสการลงทุนไทย ในตลาดเออีซีได้อย่างมั่นคง





