วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไลเซ่นทีวีดิจิทัล48ช่องสะดุด จ่อแก้มัสต์แคร์รี่

กสทช.เปิดเวทีโฟกัสกรุ๊ปเอกชน ประมูลช่อง"ทีวีดิจิทัล"สะดุด ปัญหากฎมัสต์แคร์รี่ กำหนดเกณฑ์แพร่ภาพช่องรายการทุกแพลตฟอร์ม ดันต้นทุนโครงข่ายพุ่ง

วานนี้ (3 เม.ย.) คณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม (Focus Group) กลุ่มผู้ประกอบการทั้งด้านกิจการบรอดแคสต์ และ กิจการโทรคมนาคม กว่า 30 ราย ที่สนใจเข้าประมูลโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทช่องธุรกิจรวม 24 ช่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการประมูล

นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช. และ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขันฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทีมวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่ศึกษามูลค่าคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล เพื่อนำมากำหนดเป็นราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ช่องธุรกิจ ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดราคาตั้งต้นประมูลได้ เนื่องจากยังไม่สามารถกำหนดอัตราค่าเช่าโครงข่าย (Multiplexer : Mux) ที่จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องรับผิดชอบส่งสัญญาณให้ครอบคลุมภาครับสัญญาณประเภทใดบ้าง จากประกาศหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ มัสต์ แคร์รี่ (Must Carry) ที่ประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาจอดำรายการลิขสิทธิ์ทางฟรีทีวี
เนื่องจาก ข้อ 5 ของกฎมัสต์แคร์รี่ กำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ต้องให้ประชาชนได้รับบริการโทรทัศน์เป็นการทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบภาคพื้นดินและผ่านดาวเทียม โดยผู้ให้บริการโครงข่ายเรียกเก็บค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

ทั้งนี้ กฎมัสต์แคร์รี่ ดังกล่าวยังมีความไม่ชัดเจนว่าโครงข่ายจะต้องทำหน้าที่ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลระบบภาคพื้นดิน รวมทั้งสัญญาณดาวเทียมในเวอร์ชั่นเดิม หรือ DVB-S1 หรือไม่ เพราะกล่องรับสัญญาณ (Set top box) ของครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 60-70% เป็นกล่องระบบ S1 รับสัญญาณภาพ MPEG-2 ขณะที่มาตรฐานการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล กำหนดให้เป็นเวอร์ชั่น 2 หรือ DVB-S2 ซึ่งเป็นสัญญาณภาพ MPEG-4

หากผู้ให้บริการโครงข่ายจะต้องนำสัญญาณทีวีดิจิทัล ไปแพร่ภาพตามกฎมัสต์แคร์รี่ ทั้งแพลตฟอร์มภาคพื้นดิน, ผ่านดาวเทียมเวอร์ชั่น S1 และเวอร์ชั่น S2 รวมทั้งไฟเบอร์ออปติค จะทำให้มีต้นทุนโครงข่ายสูงมาก โดยผู้ให้บริการโครงข่ายจะต้องมาเรียกเก็บค่าเช่าส่งสัญญาณจากผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลและได้รับใบอนุญาต ดังนั้นหากมีต้นทุนโครงข่ายสูง อาจจะเกิดการกระจุกตัวของผู้ได้รับใบอนุญาตอยู่ในกลุ่มรายใหญ่เป็นหลัก และเป็นการปิดโอกาสรายเล็กและรายกลางที่จะเข้าสู่ตลาด

เล็งแก้กฎมัสต์แคร์รี่

นายธวัชชัย กล่าวว่า จากการรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องต้นทุนการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ไปออกอากาศในทุกแพลตฟอร์มตามกฎมัสต์แคร์รี่ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นจะเสนอให้มีการออกประกาศหลักเกณฑ์มัสต์แคร์รี่ ฉบับใหม่ โดยให้ยกเลิกการใช้ประกาศบางข้อในประกาศมัสต์แคร์รี่เดิมที่ไม่ชัดเจน

โดยประกาศมัสต์แคร์รี่ใหม่จะมีความชัดเจนในเรื่องบทบาทของโครงข่ายว่าจะต้องทำหน้าที่ส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ไปยังระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน DVB-T2 และสัญญาณผ่านดาวเทียม DVB-S2 เพื่อความชัดเจนในการกำหนดราคาค่าส่งสัญญาณโครงข่าย เนื่องจากในเชิงเทคนิค กล่องรับสัญญาณเดิม รุ่น S1 ไม่สามารถรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ประเภท HD
พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ Non Exclusive List ในรายการลิขสิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปควรได้รับชม โดยไม่มีการปิดกั้นในทุกแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันปัญหาจอดำแทน

คาดแผนออกใบอนุญาต 48 ช่อง "เลื่อน"

ทั้งนี้ แนวทางการออกประกาศมัสต์แคร์รี่ใหม่ คาดจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพราะมีขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถือว่าเป็นประกาศหลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญต่อผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่จะต้องได้รับใบอนุญาต

"หากยังไม่สามารถให้ใบอนุญาตโครงข่ายได้ ก็ยังไม่สามารถให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้ง 48 ช่อง ในประเภทสาธารณะ ธุรกิจ และ ชุมชนได้ เชื่อว่าการให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จะเลื่อนจากกรอบเวลาเดิมทุกประเภท"นายธวัชชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าการแก้ไขหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความชัดเจน ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องและชัดเจนด้านกฎหมาย เพราะหากเน้นให้ความสำคัญที่ความเร็วและดำเนินการอย่างผิดขั้นตอน อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ที่อาจถูกฟ้องร้องให้ล้มกระบวนการจัดสรรคลื่นฯ ได้ในอนาคต

ชงโมเดลเพดานถือครองช่องใหม่

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการแข่งขันฯ ได้เสนอรูปแบบการกำหนดเพดานการถือครองช่องรายการทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่อง พบว่า ในเวทีโฟกัส กรุ๊ป กลุ่มผู้ประกอบการให้ความสนใจ 2 รูปแบบในอัตราใกล้เคียงกัน คือ แบบที่ 1 กำหนด แคป3 ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีมติไปแล้ว คือ การกำหนดเพดานถือครองช่องสูงสุด 3 ช่องต่อราย โดยห้ามช่อง HD ถือครองช่องข่าว

และแบบที่ 3 กำหนดเพดานถือครองสูงสุด 2 ช่องต่อราย โดยเป็นเจ้าของได้ทั้งช่อง HD และ SD โดยไม่มีการแบ่งประเภทเนื้อหาของช่อง เปิดโอกาสให้ผู้ประมูลได้เลือกผลิตรายการประเภทใดก็ได้ ทั้งเด็ก ข่าว วาไรตี้ โดยรูปแบบนี้จะลดความยุ่งยากในการกำกับดูแลเนื้อหา