จี้กสทช.ชะลอไลเซ่นทีวีสาธารณะ

จี้กสทช.ชะลอไลเซ่นทีวีสาธารณะ

องค์กรวิชาชีพสื่อ-นักวิชาการประกาศจุดยืน จี้กสทช.ทบทวนมติให้ใบอนุญาต 12 ช่องทีวีสาธารณะ แนะกำหนดเกณฑ์บิวตี้ คอนเทสต์-เปิดประชาพิจารณ์

วานนี้ (31 มี.ค.) สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์และสภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนา "ประเคนทีวีดิจิทัลสาธารณะ..กสทช.รัฐประหารการปฏิรูปสื่อ?" หลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเสียงข้างมาก 3:2 "เห็นชอบ" ให้กำหนดแนวทางพิจารณาการให้ใบอนุญาต "โทรทัศน์ ประเภทบริการสาธารณะระบบดิจิทัล" (ทีวีดิจิทัล สาธารณะ) จำนวน 12 ช่อง ให้สิทธิการออกอากาศกับผู้ประกอบการ"รายเดิม" 3 ราย คือ ช่อง5 ,ช่อง11 และไทยพีบีเอส รวม 4 ช่อง และเตรียมจัดสรรให้ "รายใหม่" 8 ช่อง ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.วิทยุทีวีปี51)

นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่าจากมติเสียงข้างมากของ กสท.ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ทีวีดิจิทัล สาธารณะ ให้กับฟรีทีวี อนาล็อก 3 รายเดิม และแนวทางจัดสรรคลื่นฯ อีก 8 ช่อง ให้รายใหม่ โดยยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้ที่จะยื่นขอใบอนุญาต รวมทั้งเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะทำให้การจัดคลื่นฯทีวีดิจิทัล สาธารณะ ลักษณะดังกล่าวอาจเรียกว่า "เข้าข่ายประเคนทีวีดิจิทัลให้หน่วยงานรัฐ และกสทช.กำลังทำรัฐประหารการปฏิรูปสื่อ"

ข้อสรุปในเวทีเสวนาเห็นว่า กสทช.กำลังนำคลื่นฯสาธารณะของประชาชน ไปจัดสรรให้หน่วยงานที่อาจไม่ดำเนินการช่องทีวีดิจิทัล ในรูปแบบสาธารณะ ดังนั้นองค์กรสื่อและนักวิชาการสื่อในเวทีเสวนาได้ร่วมประกาศจุดยืนว่า หาก กสท.ไม่ทบทวนหลักเกณฑ์ให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ จะมีการรวมตัวองค์กรวิชาชีพสื่อ นักวิชาการสื่อ ภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้ได้รับความเสียหายจากการจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล สาธารณะ ยื่นฟ้องศาลปกครอง และยื่นถอดถอนกรรมการ กสทช.ทั้งคณะ 11 คนต่อสมาชิกวุฒิสภา

"กสท.ควรต้องทบทวนและเปิดเวทีฟังความเห็นสาธารณะ รวมทั้งทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนพิจารณาให้ใบอนุญาต ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เวทีประชุมยังได้เรียกร้องให้ไทยพีบึ34 ?จากมติเสียงข้างมากของ กสท.ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ทีวีดิจิทัล สาธารณะ ให้กับฟรีทีวี อนาล็อก 3 รายเดิม และแนวทางจัดสรรคลื่นฯ อีก 8 ช่อง ให้รายใหม่ โดยยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้ที่จะยื่นขอใบอนุญาต รวมทั้งเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะทำให้การจัดคลื่นฯทีวีดิจิทัล สาธารณะ ลักษณะดังกล่าวอาจเรียกว่า "เข้าข่ายประเคนทีวีดิจิทัลให้หน่วยงานรัฐ และกสทช.กำลังทำรัฐประหารการปฏิรูปสื่อ"

ข้อสรุปในเวทีเสวนาเห็นว่า กสทช.กำลังนำคลื่นฯสาธารณะของประชาชน ไปจัดสรรให้หน่วยงานที่อาจไม่ดำเนินการช่องทีวีดิจิทัล ในรูปแบบสาธารณะ ดังนั้นองค์กรสื่อและนักวิชาการสื่อในเวทีเสวนาได้ร่วมประกาศจุดยืนว่า หาก กสท.ไม่ทบทวนหลักเกณฑ์ให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ จะมีการรวมตัวองค์กรวิชาชีพสื่อ นักวิชาการสื่อ ภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้ได้รับความเสียหายจากการจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล สาธารณะ ยื่นฟ้องศาลปกครอง และยื่นถอดถอนกรรมการ กสทช.ทั้งคณะ 11 คนต่อสมาชิกวุฒิสภา

"กสท.ควรต้องทบทวนและเปิดเวทีฟังความเห็นสาธารณะ รวมทั้งทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนพิจารณาให้ใบอนุญาต ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เวทีประชุมยังได้เรียกร้องให้ไทยพีบีเอส ที่ได้รับการจัดสรร 2 ช่องทีวีดิจิทัล สาธารณะ จาก กสท. ประกาศจุดยืนที่จะทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทีวีสาธารณะ โดยเฉพาะช่องใหม่ ก่อนที่จะรับ ใบอนุญาตจาก กสทช." นายวิสุทธิ์กล่าว

"สุภิญญา"ชง7ข้อเสนอบอร์ดทบทวน

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และกรรมการ กสท. กล่าวว่ามติบอร์ด กสท.ที่ให้สิทธิฟรีทีวี อนาล็อกรายเดิม 3 ราย คือ ช่อง5, ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ใช้คลื่นฯทีวีดิจิทัลกับอนาล็อกแบบคู่ขนาน (Simulcast) ไปจนกว่า กสท.จะประกาศกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด "ความจำเป็นในการใช้คลื่นฯ อนาล็อก" ของแต่ละราย มติดังกล่าวถือว่าไม่เป็นธรรมกับ "ช่องอนาล็อกอื่นๆ" ที่ต้องประมูลในประเภทธุรกิจ ทั้งไม่เป็นธรรมกับช่องธุรกิจรายใหม่ที่มีต้นทุนสูงกว่าจากการประมูล เชื่อว่าหากบอร์ด กสท.ไม่ทบทวนมติดังกล่าว อาจถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้

ทั้งนี้ ในฐานะ "หนึ่งในเสียงข้างน้อย" ที่ไม่เห็นด้วยกับมติจัดสรร12 ช่องทีวีดิจิทัล สาธารณะ จะเสนอที่ประชุมบอร์ด กสท.วันนี้ (1เม.ย.) ทบทวนแนวทางจัดสรรทีวีดิจิทัล สาธารณะ ซึ่งรวบรวมจากการเปิดรับฟังความเห็นจากนักวิชาการสื่อสารมวลชน รวม 7 ข้อ ได้แก่ 1.กสท.ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายเดิม (ช่อง 5,11 และไทยพีบีเอส) ปรับตัวให้สอดคล้องกับคุณสมบัติการเป็นผู้ประกอบกิจการสาธารณะ ไม่ใช่ได้รับสิทธิออกอากาศทีวีดิจิทัลโดยอัตโนมัติ เพราะส่งผลต่อการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม 2.กสท.ต้องสร้างเกณฑ์ตรวจสอบ "หน้าที่" และ"ความจำเป็น" ของผู้ประกอบการรายเดิม และหน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่เข้ามารับจัดสรรคลื่นฯโดยคำนึงถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของ 3.กสท.ต้องจัดทำคำนิยาม"บริการสาธารณะ" และเนื้อหารายการ รวมทั้งพันธกิจสำคัญแต่ละช่องรายการให้ชัดเจน และทบทวนการจัดกลุ่มตามวัตถุประสงค์ทั้ง12ช่อง

4.กสท.ต้องคำนึงถึงความเป็นเจ้าของสำหรับภาคประชาชนเพื่อใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่า 20% ในทุกพื้นที่ประกอบกิจการ 5.กสท.ต้องกำหนดให้แต่ละช่องเสนอโครงสร้างบริหารที่อิสระจากภาคการเมืองและภาคธุรกิจ และมีแผนจัดสรรและที่มาของงบประมาณที่ชัดเจนตรวจสอบได้ 6.กสท.ต้องมีเกณฑ์คัดเลือกคุณสมบัติผู้ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ช่องบริการสาธารณะ ที่ชัดเจน และผ่านรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เนื่องจากเป็นแนวนโยบายที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ และ 7.กสท.ควรชะลอพิจารณาจัดสรรคลื่นฯ บริการสาธารณะ 12 ช่อง จนกว่าจะสำรวจและรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนและศึกษาข้อมูลรอบด้านเพื่อนำมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการใช้ดุลพินิจของ กสท.

"หากบอร์ด กสท. ไม่ทบทวนมติจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล สาธารณะใหม่ โดยออกหลักเกณฑ์คัดเลือกและเปิดเวทีรับฟังความเห็น หากมีผู้ได้รับผลกระทบไปฟ้องศาลปกครอง ตนเองในฐานเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับมติ พร้อมจะไปเป็นพยานเพื่อนำเสนอข้อมูลต่อศาล โดยต้องการให้ภาคประชาสังคมออกมาร่วมขับเคลื่อนการจัดสรรคลื่นฯสาธารณะให้ตอบโจทย์การปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง" นางสาวสุภิญญากล่าว

จัดสรรทีวีสาธารณะส่อผิดกม.

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าการจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล เป็นโอกาสการปฏิรูปสื่อยุคนี้ แต่หากกสทช.ไม่สร้างกติกาให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ถือเป็นความเสี่ยงในการปฏิรูปสื่อเช่นกัน โดยเฉพาะการพิจารณาใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะที่บอร์ด กสท.เห็นชอบไปแล้ว เชื่อว่าจะเป็นช่องทางให้หน่วยราชการพาเหรดมาทำทีวีดิจิทัล สาธารณะจำนวนมาก แต่จะทำเพื่อประโยชน์ของราชการไม่ใช่ประโยชน์เพื่อสาธารณะ เนื่องจากไม่มีต้นทุนประมูลเหมือนประเภทธุรกิจ ขณะที่ทีวีสาธารณะประเภท2 สามารถหารายได้จากโฆษณาเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ ซึ่งยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์ แต่ได้ให้สิทธิฟรีทีวี อนาล็อก รายเดิมออกอากาศระบบดิจิทัล โดยยังไม่กำหนดระยะเวลาความจำเป็นในการใช้คลื่นฯ และปรับผังรายการให้เป็นไปตามกรอบทีวีสาธารณะ ซึ่งต้องนำเสนอผังรายการข่าวและสารประโยชน์ในอัตรา 70% อีกทั้งแนวทางการให้ใบอนุญาตกับ "รายใหม่" ยังไม่มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ตามมาตรา28 พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ.2553 ที่ระบุว่า "ให้ กสทช.จัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป เพื่อนำความเห็นมาประกอบพิจารณาก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน หรือมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ" ดังนั้นกรณีดังกล่าว อาจเป็นขั้นตอนการจัดสรรคลื่นฯใหม่ที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.กสทช.

"แม้พ.ร.บ.วิทยุทีวีปี51จะออกมาในสมัยรัฐประหาร แต่เจตนารมณ์ปฏิรูปสื่อมีมาตั้งแต่ปี 2540 เนื้อหากฎหมายโดยรวมจึงมีความก้าวหน้าและมุ่งมั่นปฏิรูปสื่อ แต่ยุคประชาธิปไตยปัจจุบัน กลับเห็นเจตนาละเมิดการปฏิรูปสื่อ" นายสมเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้ กสทช.ทบทวนมติจัดสรรคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล สาธารณะ โดยกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์บิวตี้ คอนเทสต์ และจัดทำกติกาเพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.วิทยุทีวีปี51 กำหนดให้สื่อสาธารณะต้องตอบโจทย์กลุ่มผู้ฟังผู้ชมที่ถูกละเลยจากกลไกตลาดที่สื่อเอกชนไม่ให้ความสนใจ ทั้งต้องกำหนดเกณฑ์นำเสนอเนื้อหาที่มีความสมดุล รับฟังความเห็นรอบด้าน ไม่ใช่เผยแพร่เพียงความเห็นรัฐบาลหรือราชการอย่างเดียว ทั้งต้องมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน และกำหนดเงื่อนไขให้ใบอนุญาตไม่เกิน 4 ปี และหากไม่ทำตามเงื่อนไขควรเพิกถอนใบอนุญาต

ขณะที่ข้อเสนอต่อหน่วยงานเดิมที่จะขอรับใบอนุญาต คือ ช่อง 5 ต้องปรับผังรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สื่อสาธารณะ ช่อง 11 ต้องวางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเสนอความเห็นรอบด้าน และไทยพีบีเอส ต้องทบทวนว่าสิ่งใดที่ยังไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเกณฑ์สื่อสาธารณะให้ดำเนินการก่อนรับใบอนุญาต

นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา (มีเดียมอนิเตอร์) กล่าวว่า จากการศึกษาผังรายการฟรีทีวีของมีเดียมอนิเตอร์ ม.ค.2556 พบว่าช่อง5 นำเสนอรายการข่าวและสารประโยชน์ 44% ขณะที่ตามกฎหมายสื่อสาธารณะต้องเสนอสัดส่วน 70% ทั้งยังมีเนื้อหาบันเทิงสูง ช่อง11เสนอข่าวและสารประโยชน์สัดส่วน 90% แต่เนื้อหารายการยังนำเสนอความคิดเห็นไม่
สมดุลรอบด้านจากทุกฝ่าย

หน่วยงานรัฐแห่ขอไลเซ่น

นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ บรรณาธิการเนชั่นสุดสัปดาห์ กล่าวว่า ช่วงที่ช่องทีวีดาวเทียมได้รับความนิยมและมีกว่า 200 ช่องปัจจุบัน พบว่ามีหน่วยงานรัฐ ราชการ และกระทรวงต่างๆ เปิดช่องทีวีดาวเทียมหลายหน่วยงาน ปัจจุบันมีช่องทีวีดาวเทียมของภาครัฐที่ยังดำเนินการราว 8 ช่อง คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มียื่นขอใบอนุญาต "ทีวีดิจิทัล สาธารณะ" ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย ,ไอซีที, เกษตรฯ ,สาธารณสุข,ท่องเที่ยวและกีฬา ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐสภา

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ยังไม่ทำช่องทีวีดาวเทียม และสนใจยื่นขออนุญาต เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , สถาบันพระปกเกล้า ,กองทัพ เป็นต้น โดยรูปแบบบริหารช่องจะว่าจ้างผู้ผลิตรายการมืออาชีพร่วมผลิตรายการตามที่ประกาศฯ กสทช.เปิดช่องทางให้ทีวีดิจิทัล เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตอื่นๆ เข้ามาร่วมผลิตรายการในช่องได้ในสัดส่วน 10-40%