กสทช.ย้ำสื่อรอบคอบรวดเร็วทำข่าวภัยพิบัติ

กสทช.ย้ำสื่อรอบคอบรวดเร็วทำข่าวภัยพิบัติ

สำนักงานกสทช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานกสทช. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติที่ประเทศไทยต้องประสบสร้างความเสียหายต่อชิวิต และทรัพย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งการมีแผนปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ จึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม, ป้องกัน, แก้ไข และบรรเทาเหตุภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น หรือในอนาคต

ซี่งแผนแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชน เป็นไปตาม ประกาศของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการฯ ในกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ เนื่องจากปัจจุบันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมีช่องทางหลากหลาย อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ ไม่สอดคล้องกับหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลโดยตรง และเห็นว่าในทางปฏฺิบัติของสื่อ อาจเกิดอุปสรรคและปัญหาหลายประการที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแล จึงกำหนดแนวทางปฏิบัติดังกล่าว

ทั้งนี้ เห็นว่า แม้การพัฒนาทางเทคโนโลยี จะช่วยทำให้ระบบเตือนภัยทันสมัย และอนาคตหากมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นจะยิ่งทำให้ระบบการเตือนภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย โดย กสทช. ให้อำนาจเต็มที่กับผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์มีอำนาจขาดในการตัดสิน เช่น ประเทศญี่ปุ่น หากเกิดเหตุ จะใช้เวลาหลังจากนั้นประมาณ 6 นาที สถานีโทรทัศน์ เอ็นเอชเคจะตัดสัญญาณเข้าเป็นช่วยเตือนภัยได้ทันที โดยมีพิธีกรหรือผู้ประกาศพร้อมรายงานเหตุฉุกเฉิน

แต่อีกมุมหนี่ง หากเกิดภัยพิบัติจนถึงขั้นระบบไฟฟ้าใช้การไม่ได้ ก็จะทำให้ระบบการเตือนภัยล้มเหลวไปด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญทุกสุดคือ การฝึกซ้อมและเตรียมการให้คนในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจ และเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นาวาเอกสอง เอกมหชัย (รน.) ช่วยราชการตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเตือนภัยและเผยแพร่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ขั้นตอนจะเริ่มจากการใช้ดาวเทียมส่งไปยังหอเตือนภัยทั่วประเทศ รวม 328 หอ และที่ศาลากลางจังหวัด หอกระจายข่าว จำนวน 654 หอ แจ้งทางเครื่องวิทยุสื่อสารเตือนภัยของผู้ใหญ่บ้านจำนวน 1,590 เครื่อง

แต่ละปีมีค่าใช้จ่ายเฉพาะหอเตือนภัย 43 ล้านบาท ซี่งทุกรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ สามารถส่งกระจายเสียงได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร โดยภาษาที่ใช้แจ้งเตือนภัย จะมีด้วยกัน 5 ภาษา ขึ้นอยู่ใน ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ศูนย์เตือนภัยได้ติดตั้งกล่องเตือนภัยไว้ที่สถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง ซี่งมีความพร้อมในการตัดเข้าสัญญาณเตือนภัยได้ทันที ในระหว่างที่สถานีโทรทัศน์ออกอากาศสด และอนาคตหากการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลเรียบร้อย ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนในการแจ้งเตือนภัยได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ เพราะหากดำเนินการไปแล้วเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดปัญหาการฟ้องร้อง หรือร้องเรียนตามมาได้ ซึ่งตอนนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)จะต้องออกกฎหมายรองรับการปฏิบัติงานของศูนย์เตือนภัยในประเด็นนี้

ทั้งนี้ การเตือนโดยใช้กล่องเอ็คเดค จะใช้เตือนสาธารณะภัยระดับใหญ่ ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง และต้องแจ้งให้ทราบถึงผลกระทบดังกล่าว พร้อมคำแนะนำว่าควรจะทำอย่างไร แต่หากเป็นภัยเล็กๆ ระบบได้เตรียมสนับสนุนเช่นกัน เช่น เป็นตัววิ่งแจ้งไปภายใน 1-2 นาที ซึ่งทางสถานีสามารถพิจารณาเองว่าจะแจ้งประชาชน หรือสาธารณะต่อไปอย่างไร

“ในสถานีโทรทัศน์ที่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐเมริกา แคนนาดา และบางประเทศของยุโรป ได้ติดตั้งกล่องอัตโนมัติตัวนี้เพื่อใช้รายงานได้ทันท่วงที ซึ่งของไทยตอนนี้ติดตั้งเสร็จแล้ว ตั้งแต่ช่วง 11 เมษายน 2555 หลังเกิดเหตุเตือนภัยสึนามิ 6 จังหวัดภาคใต้ ฝั่งทะลอันดามัน แต่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยฯ แม้จะติดตั้งครบทุกช่องสถานีโทรทัศน์แล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าใช้ปฏิบัติจริง ซึ่งภาพรวมการติดตั้งระบบเตือนภัยด้วยกล่องนี้ ศูนย์เตือนภัยฯ ใช้งบประมาณทั้งโครงการ 28 ล้านบาท”