ทรีฟ แจเฟอรี่ ทายาท "สยามวาลา" เปิดหน้าลุย "โซเชียล ทีวี"

ทรีฟ แจเฟอรี่ ทายาท "สยามวาลา" เปิดหน้าลุย "โซเชียล ทีวี"

เปิดกล่องความฝันทายาท "สยามวาลา" ผันตัวจากนักวิจัยในห้องแล็บสู่นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่คนไทยต้องจับตา

ถ้าพูดถึงชายชื่อ "ทรีฟ แจเฟอรี่" อาจไม่คุ้นหูมากเท่ากับบอกว่าเขาคือหนึ่งในทายาทตระกูล "สยามวาลา" เป็นที่รู้จักทั้งในวงการเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจเครื่องเขียน และแวดวงไอทีในนาม "บริษัทไอซ์ โซลูชั่น" แต่แม้จะเป็นลูกหลานคนดัง ยังไม่น่าสนใจเท่ากับว่า "ทรีฟ" คือคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงตัวจริง ที่กำลังเข้ามาเปิดมิติใหม่การรับชมทีวียุคที่ "ตาดู" จอมือถือ "หูฟัง" ทีวีไปในเวลาเดียวกัน

"เป็นนักวิจัยกว่าจะได้ผลออกมาใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี แต่ผมอยากมีโปรดักท์ที่ทำได้เลยในเวลาไม่กี่เดือน และเป็นโปรดักท์ที่เหมาะกับปัญหาที่กำลังมีในเมืองไทย ซึ่งในที่สุดก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คิดไอเดียทำแชทเตอร์บ็อกซ์ขึ้นมา" หนุ่มนักวิจัยด้านนาโนเทควัย 26 ปีเล่า

เปิดกล่องความฝัน

ทรีฟบอกว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมคนไทยกับการรับชมทีวีเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยนั่งดูอย่างเดียว ปัจจุบันเริ่มมีโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว และเริ่มต้องการข้อมูลจากสิ่งที่ได้ดูได้ชมตรงหน้าเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นพฤติกรรมที่เปิดเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ แชทกับเพื่อนหรือเล่นอินสตาแกรมเพื่อคุยกับเพื่อนทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้องกับรายการทีวีที่รับชมในขณะนั้น ซึ่งบางครั้งก็หลุดไปจากทีวีในที่สุด

นอกจากนี้กระแสของโมบาย ดีไวซ์ และดิจิทัล ทีวี, อินเทอร์เน็ต ทีวี และความต้องการคอนเทนท์แบบเลือกได้ตามใจก็เป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในไทย

ผลการวิจัยตลาดของทรีฟ บอกว่า จำนวนดีไวซ์ต่างๆ ในไทยเป็นอุปกรณ์ประเภท "สมาร์ทโฟน" แล้วกว่า 18 ล้านเครื่อง อัตราการเติบโตกว่า 100% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแพลตฟอร์มไอโอเอสและแอนดรอยด์มากกว่า 5 ล้านเครื่อง

"5 ล้านเครื่องนี่แหละที่เป็นโอกาสที่เราจะเข้าถึงได้ผ่านแอพพลิเคชั่นใหม่ เพราะข้อมูลยังบอกอีกว่า 85% ของคนใช้สมาร์ทโฟนจะใช้ในระหว่างที่ดูรายการทีวีไปด้วย"

ต่อยอดพฤติกรรมสู่ธุรกิจ

ทรีฟอธิบายต่อว่า "แชทเตอร์บ็อกซ์ (Chatterbox)" เป็นแอพพลิเคชั่นโซเชียลและอินเตอร์แอคทีฟ ทีวีชิ้นแรกที่เรียกได้ว่าพัฒนาโดยคนไทย 100% หลักการทำงานคร่าวๆ เหมือนกับเป็นแอพพลิเคชั่นที่เมื่อดูรายการทีวีไปด้วย และเล่น "แชทเตอร์บ็อกซ์" จะทำให้ผู้ชมสามารถเข้ามาอยู่ในกลุ่มโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับรายการทีวีนั้นๆ ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น "ระบบเช็คอิน" เมื่อกำลังเปิดดูรายการต่างๆ, "กรุ๊ป แชท" และ "แมสเสจ บอร์ด" ที่ให้ผู้ชมทีวีเข้ามาพูดคุยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายการเดียวกันแบบไลฟ์ แชท

นอกจากนี้ในมุมของธุรกิจที่จะสามารถต่อยอดได้คือ ระบบที่ให้ผู้ใช้สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมของสินค้าที่ปรากฏในรายการได้สะดวกขึ้นและมีระบบที่เชื่อมโยงจนสามารถสั่งซื้อสินค้านั้นๆได้ซึ่งเป็นการใช้โอกาสจากอารมณ์อยากได้สินค้าทันทีของผู้ชม หรือเรียกว่าเป็นการทำให้เกิดการเชื่อมโยงขึ้นมาได้จริงๆ

ขณะเดียวกันแชทเตอร์บ็อกซ์ ยังมีระบบวิเคราะห์พฤติกรรมคนดูเมื่อรายการจบ ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่จะนำข้อมูลไปต่อยอดเพื่อหากลุ่มเป้าหมายหรือปรับปรุงรายการให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชมมากขึ้น

สำหรับผู้ชมสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรีผ่านแอพ สโตร์ และกูเกิล เพลย์

จับมือค่ายยักษ์วงการทีวี

ไอเดียของแชทเตอร์บ็อกซ์นอกจาก จะคว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน "เอไอเอส สตาร์ทอัพ วีคเอ็นด์" ที่จัดครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2554 ล่าสุด "แชทเตอร์บ็อกซ์" กำลังก้าวไปอีกขั้นหลังร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ของวงการทีวีทั้ง "เจ เอส แอล" และ "จีเอ็มเอ็ม ทีวี" ที่จะเริ่มนำระบบดังกล่าวเข้าไปใช้กับแต่ละรายการ

"โซเชียล ทีวี จะเกิดได้ มีแอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์มอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะมีโอกาสที่จะเข้าถึงได้แค่ 30% ของโอกาสทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือ แพลตฟอร์มเองก็ต้องมีความร่วมมือกับแบรนด์หรือคอนเทนท์ พาร์ทเนอร์ด้วย เพื่อช่วยกันสร้างอีโค่ซิสเต็มส์ใหม่

ทรีฟบอกว่า แชทเตอร์บ็อกซ์เป็นโอเพ่น แพลตฟอร์มที่เป็นพันธมิตรกับเอเจนซี่หรือพาร์ทเนอร์ คอนเทนท์แบบใดก็ได้ ซึ่งการสร้างรายได้ก็จะเกิดจากโมเดลแบบ "บิสสิเนส ทู บิสสิเนส" และ "การแบ่งรายได้ระหว่างบริษัทกับพาร์ทเนอร์แล้วแต่ตกลง รวมถึงรายได้จากอีคอมเมิร์ซบน "แชทเตอร์บ็อกซ์ มาร์เก็ตเพลส" ที่เตรียมไว้สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่มีมาร์เก็ต เพลส เพื่อรองรับการขายสินค้าที่ไท-อิน ในรายการได้ทันที

โดยผู้บริหารหนุ่มยังคาดหวังว่าหลังจากเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการหลักๆ ทั้งไอโอเอสและแอนดรอยด์ได้แล้วจะมียอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่มเป็น 3-5 แสนรายภายใน 6-12 เดือน จากเริ่มเวอร์ชั่นทดลองบนระบบไอโอเอส 3 สัปดาห์มีผู้ดาวน์โหลดแล้วราว 5,000 ราย

เตรียมพร้อมโกอินเตอร์

อย่างไรก็ตามแผนขั้นต่อไปของแชทเตอร์บ็อกซ์นอกจากการเจรจากับพันธมิตรแบรนด์สินค้าต่างๆ เน้นกลุ่มที่ออกอากาศทางทีวีอยู่แล้ว

ทรีฟยังคิดการใหญ่ดัน แชทเตอร์บ็อกซ์ ออกไปทำความรู้จักกับโลกกว้างในต่างประเทศ โดยร่วมมือกับคอนเทนท์ พาร์ทเนอร์ในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นจากตลาดมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ทั้งนี้โดยใช้ "ซัคเซส สตอรี่" ที่ประสบความสำเร็จในตลาดไทยที่ผ่านมาทั้งปัญหาและจุดบกพร่องต่างๆ ที่น่าจะทำให้การขยายตลาดในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก

นอกจากนี้ยังมีแบ็กอัพที่ดีอย่าง "ดี.เอช.เอ สยามวาลา" และ "ไอซ์ โซลูชั่น" เป็นผู้ช่วยทำตลาดและพัฒนาระบบให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ซึ่งผู้บริหารหนุ่มยอมรับว่า "ธุรกิจเกิดใหม่" ในไทยหรือแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตยาก เพราะขาดคนที่เข้าใจและสนับสนุน ซึ่งหลายครั้งไอเดียดีๆ ก็ต้องล้มเหลวไปเพราะไม่มีคนเข้าใจหรือผู้สนับสนุน

"เป้าหมายของเราไม่ได้อยากเป็นแค่แอพพลิเคชั่นบนมือถืออย่างเดียว แต่การเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมกับอุปกรณ์ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะแทบเล็ต ทีวี โซเชียล และกลายเป็นตลาดจอหลัก (First Screen) ได้ ซึ่งความยากมีเรื่องเดียวคือ ต้องทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้ประโยชน์ทุกฝ่ายตั้งแต่คนดูไปจนถึงธุรกิจ" ผู้บริหารหนุ่มว่า