'ละมุน'ด้วยรักจากธรรมชาติ

'ละมุน'ด้วยรักจากธรรมชาติ

เมื่อสินค้าเด็กสารพัดแบรนด์ในตลาด ไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องผิวแพ้ง่ายของทารก กลายเป็นแรงเหวี่ยงให้คุณแม่หัวใจเกินร้อยต้องขวนขวาย

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

เมื่อสินค้าเด็กสารพัดแบรนด์ในตลาด ไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องผิวแพ้ง่ายของทารก กลายเป็นแรงเหวี่ยงให้คุณแม่หัวใจเกินร้อยต้องขวนขวายหาวิชาความรู้ใส่ตัว เพื่อที่จะผลิตของใช้สำหรับผิวแพ้ง่ายด้วยตัวเอง จากใช้เองในบ้านได้ขยายสู่คนรอบข้าง กลายเป็นสินค้าขึ้นห้างและเตรียมจะบุกตลาดอาเซียนในเร็วๆ นี้

เนตรนพิศ รุ่งธนเกียรติ อดีตนักการตลาดที่ผันตัวมาเป็นคุณแม่เต็มเวลา ค้นพบว่า วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ คือคำตอบที่ต้องการและเป็นจุดขายให้กับแบรนด์ "ละมุน" (La-moon) ซึ่งได้รับเครื่องหมายฉลากเขียวหรือ Green Label จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

ธรรมชาติเพื่อผิวเด็ก

เนตรนพิศยอมรับว่า การพัฒนาสินค้าเด็กจากธรรมชาติ 100% เป็นเรื่องท้าทาย แต่ประสบการณ์การเป็นนักการตลาดที่ต้องพัฒนาสินค้าร่วมกับซัพพลายเออร์ ทำให้มีพื้นฐานในการคิดสูตรผลิตภัณฑ์ โดยดูโจทย์ความต้องการของตลาดร่วมกับวัตถุดิบที่มี แล้วจึงพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ ซึ่งบางครั้งการพัฒนาสูตรต้องใช้เวลานานนับปี

ละมุนใช้ส่วนผสมออร์แกนิคจากธรรมชาติ 100% ซึ่งปราศจากสารก่อภูมิแพ้ นอกเหนือจากตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายยังสร้างจุดเด่นและจุดขายในตลาด โดยผลิตภัณฑ์นำร่องของแบรนด์คือ น้ำยาซักผ้า สบู่เหลวอาบน้ำ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสผิวเด็ก ตามมาด้วยน้ำยาล้างขวดนม

"การพัฒนาสูตรต้องใช้เวลาในการเลือกสารออร์แกนิคมาทำหน้าที่แทนสารเคมี เช่น น้ำยาซักผ้าเด็ก ก็เลือกใช้เอนไซม์สัปปะรด ที่จะช่วยให้ผ้านุ่ม โดยไม่ต้องใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม, น้ำยาล้างขวดนม ก็ใช้เอนไซม์มะนาว ช่วยล้างคราบนมแม่ ที่ไร้สารตกค้าง และน้ำยาล้างของเล่นที่ใช้เอนไซม์ส้ม" เนตรนพิศกล่าว

เธอ พบว่า ความยากของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ 100% โดยเฉพาะอย่างยิ่งออร์แกนิคคือ ส่วนผสมหายาก ทำให้เราต้องนำเข้าวัตถุดิบออร์แกนิคที่มีมาตรฐานรับรอง ไม่ว่าจะเป็น Ecocert ของฝรั่งเศสหรือ USDA ของสหรัฐ

นอกจากนี้ เรื่อง รูป รส กลิ่น สี ของวัตถุดิบจากธรรมชาติก็ต้องทดสอบให้เหมาะสมที่สุด โดยไม่ทำลายประสิทธิภาพของสารธรรมชาติ ความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของสินค้าเด็ก ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ของละมุนจะไม่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบรีฟีล เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อน แต่จะเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กเนื่องจากเป็นสินค้าธรรมชาติ ไม่ใส่สารกันเสีย โดยจะผลิตล็อตเล็กเพื่อใช้ขายใน 3-4 เดือน ผลิตภัณฑ์จึงมีความสดและใหม่

การตลาดแบบแม่ถึงแม่

"ละมุนเปิดตัวพร้อมกับผลตอบรับที่ดีมาก เราเริ่มทำตลาดผ่านเฟซบุ๊ค ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้เป็นคุณแม่ที่ลูกมีผิวแพ้ง่าย และเด็กแรกเกิดที่โครงสร้างผิวบอบบาง จะเป็นกลุ่มที่ซื้อขายผ่านออนไลน์เพราะต้องดูแลลูกอยู่บ้าน และเมื่อใช้ดีก็บอกต่อกัน ต่อมาได้ขยายช่องทางจำหน่าย โดยเลือกลงสินค้าในโซนเด็กในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม ตัวแทนจำหน่ายที่ทำร้านเกี่ยวกับสินค้าเด็กอีกด้วย"

แม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าในท้องตลาด แต่เมื่อเทียบกับสินค้าเกรดเดียวกันที่ส่วนใหญ่เป็นของนำเข้า เนตรนพิศกล่าวว่า ละมุนมีราคาถูกกว่าในประสิทธิภาพและคุณภาพที่เทียบเท่าหรือดีกว่า

อนาคตของแบรนด์สินค้าออร์แกนิคนี้ เนตรนพิศเผยว่า ในแง่ของการผลิตอาจจะต้องบริหารจัดการให้เข้ากับความต้องการที่มากขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าทำให้ต้องวางแผนการตลาดล่วงหน้า แต่ความต้องการที่มากจนน่าตกใจ อาทิ กระดาษเปียกที่ผลิตมาสำหรับขาย 3 เดือน กลับขายหมดใน 5 วัน ทำให้ต้องคาดการณ์ตลาดและวางแผนใหม่ให้เพียงพอ

"ละมุนกำลังมองตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน เพื่อรับเทรนด์ตลาดการค้าเสรีอาเซียน โดยจะนำร่องในแถบเอเชีย ซึ่งโครงสร้างผิว ภูมิอากาศและพฤติกรรมการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คล้ายกับคนไทย โดยจะทำตลาดผ่านดิสทริบิวเตอร์ และการออกงานแฟร์ในต่างประเทศ" เธอกล่าวและว่า เพื่อเตรียมพร้อมก่อนที่จะโกอินเตอร์ ละมุนเริ่มปะแป้งแต่งตัวใหม่ โดยปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีฉลากเป็นภาษาอังกฤษรองรับด้วย

ติดตามไอเดียของ "ละมุน" แบบภาพเคลื่อนไหวได้ที่ http://eureka.bangkokbiznews.com/detail/video/494361