"อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" ลั่นคลื่น 1800 เป็นของประชาชน

"อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" ลั่นคลื่น 1800 เป็นของประชาชน

เปิดแผน"ร.ม.ว.ไอซีที" รับมือสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ยันคลื่น 1800 เป็นของประชาชน

วันที่ 16 ก.ย. 2556 จะเป็นอีกวันประวัติศาสตร์แห่งการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในระบบ 2จีเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งให้บริการบนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากผู้ใช้เครือข่าย "ทรูมูฟ กับดีพีซี" ต้องเตรียมตัว โดยการย้ายเครือข่ายไปอยู่เครือข่ายใหม่ที่โอเปอเรเตอร์รายเดิมยื่นข้อเสนอให้

ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาคาราคาซังคือ สิทธิการบริหารคลื่น 2จีที่จะหมดลงว่าอำนาจจะอยู่ที่คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ บมจ.กสท โทรคมนาคม "กรุงเทพธุรกิจ" มีสัมภาษณ์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ให้นโยบาย กสท จะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร

เจรจาหาข้อยุติบทสรุปคลื่น

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า บทสรุปของคลื่นความถี่ 2จี ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับ กสท เดือน ก.ย.นั้น ไอซีทีได้ส่งทีมเจรจากับ กสทช. แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า กสทช. ไม่ยินยอมให้ กสท หรือไอซีทีนำคลื่นไปบริหารต่อ ดังนั้น การเจรจากับ กสทช. ก็ต้องมาดูว่าผลประโยชน์จะตอบกลับสาธารณะ หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานมีอย่างไรบ้าง

"เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็คุยกับ กสทช. ตลอด มีตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมา 1 ชุดเพื่อดูเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ไปสู่ใบอนุญาตใหม่ ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้ข้อสรุปเพราะต่างก็อ้างประเด็นกฎหมายที่แต่ละคนถืออยู่ กสท ก็อ้างตามบทเฉพาะกาลใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ.2553 ส่วน กสทช. ก็อ้างสิทธิจัดสรรคลื่นตามกฎหมายฉบับเดียวกัน และรัฐธรรมนูญ จึงยากที่จะตกลงได้ลงตัว"

เบื้องต้นคาดว่า ไอซีทีและ กสทช.จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และการเยียวยาลูกค้าในระบบที่มีราว 18 ล้านรายอย่างไร เดือนมี.ค.นี้ หาก กสทช.ยืนยันให้ กสท ส่งคลื่น และสิทธิอำนาจการบริหารคืนก็ต้องให้ กสทช. ออกมาตรการ หรือขั้นตอนชัดเจนว่า กสท ต้องดำเนินการอย่างไรบ้างให้ลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบ และบริการ 2จีย่านความถี่ดังกล่าวยังคงใช้งานได้ต่อไป

ส่วนการหารือกับนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท คาดว่า ลูกค้าในระบบ 2จี แบ่งเป็นทรูมูฟ 17.5 ล้านราย และลูกค้าดีพีซีราว 90,000 ราย น่าจะโอนย้ายเลขหมายไปยังโครงข่ายใหม่ 8-9 ล้านราย ภายในช่วงเวลาที่เหลือก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง แต่หลังจากวันที่ 16 ก.ย.ที่สัมปทานหมดจะมีลูกค้าคงค้างระบบราว 10 ล้านราย จึงต้องมีมาตรการเยียวยาทันที และลูกค้าต้องไม่เกิดปัญญาซิมดับ

อำนาจการตัดสินอยู่ที่ศาล

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีคำถามตลอดว่า สิทธิการถือครองคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์จำนวนรวมกันของสองผู้ประกอบการที่ 25 เมกะเฮิรตซ์ หาก กสทช.และ กสท เจรจาหรือหาตกลงร่วมกันไม่ได้ กระบวนการสุดท้ายต้องให้ศาลปกครองกลางเป็นผู้ตัดสิน หรือชี้ขาดในสิทธิดังกล่าวหรือไม่นั้น คำตอบก็คือ หากมองกรณีเลวร้ายที่สุดที่ตกลงร่วมกันไม่ได้ก็คงเป็นเช่นนั้น

แต่ก่อนจะไปกระบวนการชั้นศาล การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่นี้ต้องพูดคุยด้วยเหตุผล และเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ถ่องแท้ ไอซีทีไม่ได้หนุนหลัง หรือถือหาง กสท อย่างไม่ลืมหูลืมตา และก็ไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับกสทช.

"ไอซีทีไม่ก้าวล่วงคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ แน่นอนว่า กสทช. ถือสิทธิการบริหารคลื่นดังกล่าวตามอำนาจที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรร แต่สิ่งที่ต้องดูในมิติผลประโยชน์สาธารณะที่ประชาชนจะได้รับ เพราะคลื่นความถี่ทุกอย่างเป็นทรัพยากรสาธารณะเป็นสมบัติของชาติ ดังนั้น วันที่ 16 ก.ย.นี้ ที่สัญญาสัมปทานของทรูมูฟ และดีพีซีจะสิ้นสุดลง ประชาชนต้องได้ใช้บริการต่อเนื่อง"

ส่วนการให้บริการโทรคมนาคมสาธารณะ อาทิ ไว-ไฟฟรี เขา กล่าวว่า คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ หากได้นำมาใช้งานก็มีผลประโยชน์อย่างมาก ต่อการขยายจุดเชื่อมต่อไว-ไฟ ฮอทสปอต ตามนโยบายของรัฐบาล

แต่หากมองประเด็น กสทช. ที่อ้างว่า คลื่น 1800 หากนำมาเปิดประมูลและจัดสรรใหม่จะเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าก็มองได้ ดังนั้น ผลประโยชน์สุดท้ายก็จะตกอยู่ที่ประชาชนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีการนำเสนอจะออกมาในแนวทางใด

ยก "4จี" ลดรายจ่ายภาคครัวเรือน

เขา กล่าวว่า จากผลสำรวจของเวิล์ด อีโคโนมิค ระบุชัดว่า ไทยถือเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังมีค่าใช้จ่ายด้านไอซีทีสูงมากอันดับต้นๆ หรือ 6% ต่อรายได้เฉลี่ยของประชากร ต่างกับสิงคโปร์ที่มีรายได้ในส่วนนี้เพียง 1% ดังนั้น ภาระหลักของไอซีทีคือการลดช่องว่างเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว ผ่านเครื่องมือที่นำมาประโยชน์ใช้ได้

ปีนี้ หากขยายโครงข่าย และเปิดให้บริการ 3จีบนย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เชื่อว่าอัตราการเข้าถึงไอซีทีจะเพิ่มมากขึ้น 20-30% และยังช่วยลดช่องว่างดิจิทัล ดีไวด์ได้ด้วย

ขณะที่ การให้บริการ 3จีของบมจ.ทีโอที เขาได้กำชับคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่า การให้บริการจะมีเสถียรภาพ คุณภาพของสัญญาณต้องอยู่ในมาตรฐานที่ดี เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

แต่มุมของทีโอทีที่ต้องทำกำไรเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จำเป็นต้องมองหาความได้เปรียบที่มีอยู่ โดยเฉพาะการเป็นหน่วยงานที่มีโครงข่ายหลัก (คอร์ เน็ตเวิร์ค) ใหญ่ที่สุดในประเทศ ต้องรวมบริการและทรัพยากรด้านโทรคมนาคมที่ตัวเองมีอยู่นำมาสร้างรายได้ และก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

"เอ้าท์พุชนั้นไม่ว่าทีโอทีจะให้บริการ 3จีหรือจะควบ 4จีด้วยเป็นเรื่องที่ดี ควรทำมาตั้งนานแล้ว การให้บริการ 4จีจะไปเติมเต็มในจุดที่ต้องการใช้บริการอย่างมากในพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ แต่อีกขาหนึ่ง 4จีก็ช่วยยกระดับบริการของไทย และเมื่อมีบริการแพร่หลายแล้ว ค่าใช้จ่ายด้านไอซีทีของภาคครัวเรือนจะต้องลดลงด้วย"

4จีที่กำลังจะเกิดขึ้น หากทีโอทีจะร่วมมือกับเอไอเอส หรือไม่นั้น เขา ยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเหมาะสมในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และการประกอบการของพาร์ทเนอร์ทั้ง 2 ราย