'วาบุญ'สังฆภัณฑ์รักษ์โลก

'วาบุญ'สังฆภัณฑ์รักษ์โลก

วาบุญ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างชาวบ้านผู้ผลิตสินค้ากับผู้บริโภคสังคมเมือง เพื่อให้สินค้าทำมือถึงมือผู้ใช้ในราคาเป็นธรรม

วาบุญ เป็นแบรนด์หนึ่งที่ต้องการยกระดับสินค้าแฮนด์เมดของไทยจากสินค้าชุมชนสู่สินค้าขึ้นห้าง เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพที่ยั่งยืนและผู้บริโภคได้สินค้าที่มีคุณภาพ

:แฮนเมดขึ้นห้าง

ชรธร เทียนสุวดี เจ้าของธุรกิจสังฆภัณฑ์แบรนด์วาบุญ กล่าวว่า วาบุญ เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นาน จากความตั้งใจส่วนตัวที่อยากทำงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน เพราะเกิดความประทับใจหลังจากร่วมกิจกรรมค่ายอาสาสมัยเป็นนิสิตอยู่ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เธอบอกว่า ค้นพบตัวเองหลังทำงานได้ไม่นานว่าจริงๆแล้วอยากจะทำงานเพื่อสังคมมากกว่า เพราะหลังทำงานไประยะหนึ่งแล้วพบว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง กลับเป็นความทุกข์ที่ต้องอยู่กับแนวคิดเรื่องระบบทุนนิยมในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะการส่งเสริมสินค้าสำหรับเด็กซึ่งตัวเองมองว่าไม่ค่อยจำเป็นเท่าใด

“การทำงานเพื่อตอบโจทย์นักการตลาดในเรื่องตัวเลข ไม่ทำให้เราเกิดความสุข เพราะเขาจะไม่เห็นคุณค่าชีวิตของคนเท่าไหร่ แต่คำนึงเรื่องต้นทุนและกำไรมากกว่า กอปกับคนไทยส่วนมากก็มักไม่ใส่ใจเรื่องการศึกษาข้อมูลก่อนจะซื้อ แต่ซื้อเพราะตามกระแสโฆษณา ทำให้เข้าทางเขาในที่สุด ซึ่งฟังดูไม่ยุติธรรมเลยสำหรับผู้บริโภค”ชรธร กล่าว

ชรธร เรียนจบปริญญาโทด้านโฆษณา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์จากอเมริกา และทำงานด้านโฆษณามาได้เพียง 4-5 ปี ไม่มีความรู้หรือทักษะด้านงานฝีมือโดยตรงมาก่อน แต่ปีที่ผ่านมาเธอลาออกจากงานและหันมาศึกษาและเรียนรู้อย่างจริงจังในเรื่องงานฝีมือทั้งหลาย หวังจะนำมาใช้ประโยชน์ในการให้คำแนะนำกลุ่มชาวบ้านที่จะผลิตสินค้ามาวางขายในแบรนด์ วาบุญ

“วาบุญเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำมือ รวมถึงทำหน้าที่ให้คำแนะนำในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์งานฝีมือให้กับชาวบ้าน ซึ่ง 3-4 เดือนที่ผ่านมาก็มีการโต้ตอบกับกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมงานกันผ่านทางจดหมายบ้าง โทรศัพท์บ้าง เพื่อให้เจ้าของผลงานเข้าใจและปรับปรุงจนผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพก่อนนำมาขึ้นห้างเป็นเซ็ทพร้อมนำไปขาย” ชรธร กล่าว

:หน้าร้านรักษ์โลก

แผนงานที่วาบุญวางไว้ ระยะแรกจะเน้นส่งเสริมอาชีพและพัฒนางานฝีมือให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับพระเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย โดยผู้ที่จะทำบุญมีของที่มีคุณภาพและประโยชน์จริงๆไปถวายพระ อาทิ กลุ่มทอผ้า กลุ่มถักโครเชต์ กลุ่มจักรสาน หรือสินค้าแฮนด์เมดอื่นๆที่สนใจจะร่วมงานภายใต้แนวคิดเดียวกัน

เหตุที่เริ่มจากการพัฒนาสินค้าสำหรับพระก่อน เพราะจากการสำรวจความต้องการจากคนรอบข้างและการสังเกตส่วนตัว เห็นสินค้าสังฆภัณฑ์ที่วางขาย เมื่อนำมาแกะดู ของด้านใน พระท่านได้ของไม่ค่อยดีเลย เข้าทำนอง "คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ" จึงมองปัญหาตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจ

วาบุญ เริ่มธุรกิจบุญรักษ์โลกด้วยการเข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้านที่สนใจร่วมแนวคิด เช่น การปรับวัสดุที่ใช้ การปรับลวดลายที่จะผลิตเพื่อให้ทันสมัย น่าซื้อหา สอดรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหลังจากทดลองตลาดในกรุงเทพโดยการจัดเป็นชุดๆที่พร้อมนำไปใช้งาน อาทิ ชุดวัดสะอาด ชุดกายสะอาด ชุดเครื่องกันหนาว ชุดล้างหน้าแปรงฟัน ก็สามารถขายได้และมีแนวโน้มจะไปได้ดี

“ กลุ่มอาชีพเย็บผ้า ถักโครเชต์ บ้านทุ่งศรีเกิด จ.เชียงรายเป็นชาวบ้านกลุ่มแรกที่เข้าร่วมแนวคิดเพราะมีความสามารถด้านงานเย็บปักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับในเรื่องการใช้วัตถุดิบ รวมถึงนำดีไซน์มาใช้เพื่อให้รูปแบบของผลิตภัณฑ์สวยงามทันสมัยตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น"เจ้าของแบรนด์วาบุญ กล่าวและว่า ยังมีกลุ่มรักษ์สมุนไพรบ้านลูกไม้ จ.เลย อีกกลุ่มที่กำลังจะมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแชมพูสระผมสำหรับพระโดยเฉพาะเพื่อให้ได้สูตรและกลิ่นที่มีความเหมาะสมกับหนังศรีษะจริงๆ

การทำงานกับชุมชน ต้องอาศัยความพยายามมาก แรกๆ ชุมชนจะไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แล้วทำไมทำงานไม่ผ่านสักที ต้องแก้ ต้องปรับ ก็ต้องอธิบายให้เข้าใจเรื่องคุณภาพมาตรฐานจนเขาเข้าใจและยอมทำตามโดยมีคุณ ราตรี จันริยา หัวหน้ากลุ่มอาชีพเย็บผ้า ถักโครเชต์ บ้านทุ่งศรีเกิดเป็นผู้ช่วยในการประสานงาน

ไม่เพียงผลิตภัณฑ์สำหรับพระเท่านั้น แต่วาบุญยังมีแผนจะผลักดันสินค้าชุมชนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำมือประเภทอื่นๆให้เติบโตจากสินค้าชุมชนเป็นสินค้าขึ้นห้างอีกด้วย ทั้งในการปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะกับความต้องการของตลาด และเป็นหน้าร้านนำสินค้าไปจำหน่ายให้ ซึ่งอาจมีการสร้างแบรนด์ขึ้นใหม่เพื่อรองรับในอนาคต

ชรธร กล่าวต่อว่า วาบุญต้องการให้ คนซื้อผลงานเพราะคุณภาพดี ไม่ได้ต้องการให้คนซื้อเพราะความสงสาร และในอนาคตก็ตั้งใจจะให้ ธุรกิจนี้ เป็นองค์กรที่มีส่วนในการช่วยเหลือสังคม อย่างเช่น ใช้แรงงานคนพิการ หรือผู้สูงอายุมาช่วยแพ็คของ หรือเป็นคนขายของ ส่วนผลกำไรที่ได้และเหลือจากการหักต้นทุนก็จะส่งคืนกลับสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสร้างโรงเรียน ห้องสมุด ช่วยเหลือสถานพยาบาลที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยอาจจะตั้งเป็นกองทุนที่ชัดเจนในอนาคต