BFKTแค่ผู้ให้เช่าไม่เข้าข่ายต้องมีไลเซ่น

นักกฎหมายชี้บีเอฟเคทีไม่เข้าข่ายมีใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคม เหตุเป็นเพียงผู้ให้เช่าอุปกรณ์ กสท ยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ จะครบกำหนด 30 วัน ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทค.ขยายเวลาให้คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการดำเนินกิจการของ บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) ว่าเข้าข่ายประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 67 (3) พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช 2544 หรือไม่
โดยมุมของ "นายชวลิต อัตถศาสตร์" นักกฎหมายอิสระ เห็นว่า การดำเนินกิจการของ บริษัท บีเอฟเคที หากพิจารณาตามสัญญากับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จะทำหน้าที่เพียง 2 เรื่องหลัก คือ การติดตั้ง/ให้เช่าเครื่องอุปกรณ์ และบำรุงรักษา ขณะที่ กสท ยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ มีอำนาจควบคุม ดูแล และสั่งการ ดังนั้น บีเอฟเคที จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 7 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช 2544
นายชวลิต กล่าวด้วยว่า หากดูที่มาของการประกอบกิจการของ กสท ย้อนหลังไปเมื่อ10 ปีที่แล้ว ได้เปลี่ยนจัดสรรคลื่นความถี่มาใช้ประกอบกิจการจากอนาล็อก มาเป็นดิจิทัล โดยเลือกระบบ ซีดีเอ็มเอ มาใช้ ซึ่งแรกเริ่มได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง กสท พนักงานกสท และบริษัทเอกชนเพื่อทำตลาด สร้างสถานีฐานเพิ่มเติม ต่อมาได้เปลี่ยนผู้ถือมาเป็นบริษัท ฮัทชิสัน และเมื่อกลุ่มทรู ซื้อกิจการจากฮัทชิสัน ซึ่งรวมถึงบีเอฟเคที ยังคงทำสัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับ กสท โดยบีเอฟเคที ยังคงทำหน้าที่ให้เช่าอุปกรณ์ และบำรุงรักษา
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสนับสนุนว่า การประกอบกิจการของบีเอฟเคที ไม่มีลักษณะการดำเนินการใดที่ใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการ คือการทำสัญญาระหว่างกลุ่มทรู กับ กสท ได้มีการส่งสัญญาให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบหลายครั้ง โดยมีความเห็นไปในทางที่สอดคล้องกันว่า กสท ไม่มีการโอนคลื่นความถี่ที่ กสท ได้รับให้เอกชน อำนาจการใช้คลื่นยังคงเป็นของ กสท
อีกทั้งตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดยังได้อ้างคำชี้ขาดข้อพิพาทของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่ 2/2553 ที่ชี้ขาดชัดเจนว่า บีเอฟเคที ไม่มีสิทธิในการร่วมบริหารจัดการโครงข่ายกับ กสท การชี้ขาดครั้งนี้ เป็นการยอมรับว่า กสท ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ในอุปกรณ์ทั้งหมด ที่ประกอบขึ้นเป็นโครงข่าย เพราะวิถีทางธุรกิจย่อมสามารถใช้ทรัพย์สิน โดยการเช่าซื้อ ซื้อทำสัญญาลิซซิ่งอุปกรณ์ได้
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 798/2546 ซึ่งมีความเห็นมาก่อนแล้ว และสอดคล้องกับแนวคำชี้ขาดของ กทช. ที่ 2/2553 ที่มีความเห็นว่า บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ลงทุนจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ให้ กสท มิใช่ผู้ประกอบการในลักษณะที่เป็นผู้ให้บริการด้านกิจการโทรคมนาคม เพราะมีเพียงหน้าที่ในการลงทุนจัดหาเครื่องและอุปกรณ์ให้ กสท เช่า เพื่อนำไปให้บริการโทรคมนาคมเท่านั้น มิได้มีหน้าที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นทั่วไปตามบทนิยาม คำว่า “การประกอบกิจการโทรคมนาคม” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช 2544 ที่จะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช 2544 แต่อย่างใด







