วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องเทรนด์สมาร์ทดีไวซ์ ขั้นกว่า 'สมาร์ทโฟน-แทบเล็ต'

สมาร์ทโฟนและแทบเล็ตไม่เพียงแจ้งเกิดแล้วเต็มตัวปีนี้กูรูหลายสำนักยังมองว่าจะได้เห็นพัฒนาการที่เหนือชั้นกว่าเดิมและที่น่าจับตาคือ"แฟ็บเล็ต

"แฟ็บเล็ต(Phablet)" สมาร์ทโฟนที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นใกล้เคียงกับแทบเล็ต

ปีแห่ง “แฟ็บเล็ต”

นายนีล มาวสตัน นักวิเคราะห์ บริษัทวิจัยสแตรทิจี อนาไลติกส์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีของ “แฟ็บเล็ต" ซึ่งโหมโรงมาตั้งแต่ปี 2555 โดยซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเริ่มได้เห็นว่าผู้เล่นอีกหลายกำลังก้าวตาม เบื้องต้นปีนี้ประเดิมด้วยแซดทีอี และหัวเว่ยในงานซีอีเอสที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

นายโจชัว ฟลัด นักวิเคราะห์อาวุโส เอบีไอ รีเสิร์ช ชี้ว่า ผู้ใช้งานเริ่มตระหนักแล้วว่าสมาร์ทโฟนขนาดหน้าจอ 5 นิ้วไม่ได้เกะกะมากเกินไป

อย่างไรก็ดี การทำให้แฟ็บเล็ตกลายเป็นสินค้ากระแสหลักยังเป็นเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยี เหตุที่ผู้ใช้ต้องการจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องมาจากต้องการบริโภคสื่อรูปแบบเวอร์ชวลบนโมบายดีไวซ์มากกว่าแต่ก่อน ขณะเดียวกันใช้บริการวอยซ์น้อยลง

ล่าสุดข้อมูลอีริคสัน โมบิลิตี้ รีพอร์ต ระบุว่า จากปัจจุบันถึงปี 2561 ปริมาณการใช้ดาต้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ที่ประมาณ 1,900 เมกะไบต์

คาดใน 3 ปียอดพุ่ง 9 เท่า

บริษัทการเงินบาร์เคลย์ส ประเมินว่า ภายใน 3 ปีมูลค่าตลาดแฟ็บเล็ตจะเติบโตมากถึง 4 เท่าที่ 135,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันยอดขายแกดเจ็ตขนาด 5 นิ้วหรือใหญ่กว่าจะพุ่งขึ้นกว่า 9 เท่าประมาณ 228 ล้านเครื่อง โดยความเห็นของหลายสำนักยังหลากหลาย เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่าเมื่อใดที่สมาร์ทโฟนจะหยุดโตหรือแฟ็บเล็ตจะเริ่มต้น

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล เปิดผลสำรวจล่าสุดของจีเอฟเคที่ทำร่วมกับสมาคมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (ซีอีเอ) ว่าตลาดคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยการใช้จ่ายกลุ่มเทคโนโลยีที่น่าจับตามองคือสินค้ากลุ่มโมบายจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มอื่นๆ

ข้อมูลชี้ว่าแทบเล็ตเติบโตเร็วกว่าสมาร์ทโฟน ตัวอย่างเช่นในตลาดสหรัฐพบว่าว่าทุกวันนี้สมาร์ทโฟนมีสัดส่วน 55% จากปีที่ผ่านมามี 46% และ 39% ปีก่อนหน้านั้น ทว่ามีครัวเรือนที่มีแผนซื้อแทบเล็ต 44% เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มี 22%

ปี 2556 คาดว่าสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตจะกินสัดส่วนมากถึง 40% ของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีทั่วโลก ขณะเดียวกันการใช้งานไม่เพียงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว แต่ขยายขอบเขตไปทุกเซ็กเมนท์

เอชทีซีเข็นสินค้านวัตกรรมสู้

วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานอีกว่า เอชทีซี คอร์ป ที่ค่อนข้างย่ำแย่เมื่อปีที่ผ่านมาเตรียมปรับตัวโดยจะผลิตสินค้าเชิงนวัตกรรมป้อนสู่ตลาดเพื่อดึงลูกค้ากลับคืนมา แข่งกับผู้นำทุกราย ขณะเดียวกันยอมรับว่าปีที่ผ่านมาทำการตลาดไม่หนักหน่วงมากพอ แต่ยังไม่เปิดเผยแผนงานที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร

รายงานข่าวระบุว่า 2555 เป็นอีกหนึ่งปีที่ค่อนข้างแย่ของเอชทีซี เหตุเพราะทั้งคู่แข่งอย่างแอ๊ปเปิ้ลและซัมซุงต่างชิงส่วนแบ่งการตลาดและสร้างกำไรได้มากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ปี 2554 เป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดแอนดรอยด์ โดยนักวิเคราะห์บางรายมองว่าปีนี้เอชทีซีจะกลับมาอีกครั้งด้วยกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงต่างกับปีที่ผ่านมา

นายปีเตอร์ เชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ) เอชทีซี ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเอชทีซีได้ผ่านไปแล้ว และปีนี้น่าจะไม่แย่จนเกินไป ขอยอมรับว่าที่ผ่านมาบรรดาคู่แข่งนั้นแข็งแกร่งเกินไป มีความพร้อมด้านสายการผลิต ทั้งทุ่มงบมหาศาลเพื่อทำตลาด แต่บริษัทยังทำได้ไม่ดีเพียงพอ สิ่งหนึ่งที่บริษัทได้เรียนรู้จากประสบการณ์ปีก่อนคือต้องรู้จักปรับตัวให้รวดเร็วทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

ข้อมูลบริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ชี้ว่า ไตรมาสที่ 3 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกของเอชทีซีลดลงเหลือ 2.2% จากปีก่อนหน้าที่ได้ 2.7% ขณะที่ ซัมซุง แอ๊ปเปิ้ล หรือแม้แต่แซดทีอีและหัวเว่ยที่เน้นตลาดระดับล่างต่างได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น

นายเดล ไก นักวิเคราะห์ บริษัทการเงินบาร์เคลย์ส กล่าวว่า เอชทีซีแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการการพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ การตลาด และช่องทางจำหน่าย แต่ยังไม่มั่นใจว่าผลกำไรจะกลับคืนมาได้ในปีนี้

“ตลาดสมาร์ทโฟนเปลี่ยนโฉมไปสู่สินค้าที่มีขายทั่วไป จึงเป็นการยากที่เอชทีซีจะสร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าไฮเอนด์ และอีกประการหนึ่งเอชทีซีไม่ได้มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนเป็นของตัวเอง ฉะนั้นพลังการต่อรองกับซัพพลายเออร์และผู้ให้บริการเครือข่ายก็น้อยลงไปด้วย”