Apple ไม่ร่วมวงเอไอทรัมป์ ท่ามกลางผู้เล่น Frontier AI ที่มากันเกือบครบ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการถามว่า Apple หายไปไหน คือการมองว่าบริษัทกำลังสร้างมูลค่าจากเอไอด้วยโมเดลธุรกิจที่ต่างจากคู่แข่งอย่างไร
KEY POINTS
- Apple ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเอไอที่ทำเนียบขาวร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามถึงสถานะของบริษัทในการแข่งขัน
- การประชุมมุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแล Frontier AI ซึ่งเป็นสนามที่บริษัทอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic แข่งขันกันโดยตรง ขณะที่ Apple ไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในตลาดนี้
- กลยุทธ์ของ Apple ต่างออกไป โดยเน้นการนำเอไอมาผสานกับผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศของตนเอง (iPhone, Mac) เพื่อเพิ่มมูลค่าและประสบการณ์ผู้ใช้ มากกว่าการสร้างโมเดลเอไอเป็นสินค้าหลัก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมารวมตัวกันที่ทำเนียบขาว เพื่อหารืออนาคตของเอไอเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 วงประชุมมีผู้นำจาก Nvidia, Meta, Google, Microsoft, Amazon, OpenAI, Anthropic, AMD และ SpaceX แต่กลับไม่มี Apple บริษัทเทคโนโลยีที่มีทั้ง iPhone, Mac และฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ไม่มีทั้ง ทิม คุก (Tim Cook) อดีตซีอีโอ และจอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่อยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วม ขณะที่ Axios รายงานว่ามีแขกตอบรับร่วมงาน 31 คน ครอบคลุมตั้งแต่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐ
การหายไปของ Apple จึงเกิดคำถามว่า บริษัทกำลังตามหลังในการแข่งขันเอไอจนไม่ได้อยู่ในวงสนทนาสำคัญของอุตสาหกรรมแล้วหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว Apple กำลังเล่นเอไอด้วยกติกาคนละแบบกับบริษัทที่นั่งอยู่บนโต๊ะนั้น?
ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า Apple ไม่ได้รับเชิญหรือเลือกไม่เข้าร่วม แต่ถ้ามองลงไปในรายละเอียดของธุรกิจ เงินลงทุน และเทคโนโลยี จะเห็นว่า Apple กำลังเดินในเส้นทางที่แตกต่างจากกลุ่มผู้พัฒนาเอไอระดับแนวหน้า (Frontier AI) อย่างชัดเจน
การไม่มาประชุมเอไอไม่ได้หมายความว่า Apple ถูกตัดออกจากความสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์ ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน คุกยังเข้าร่วมงานเลี้ยงระดับรัฐที่ทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์จัดต้อนรับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และหลังจากก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ Apple ก็ยังระบุให้คุกในฐานะประธานบริหารมีบทบาทในการประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
ที่ผ่านมา เรื่องที่ Apple ต้องคุยกับวอชิงตันมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ ตั้งแต่ภาษี การค้า การผลิต ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นผู้เล่นหลักในการออกแบบกติกาสำหรับโมเดลเอไอแนวหน้า
ด้านแบรด เกอร์สต์เนอร์ (Brad Gerstner) ซีอีโอของ Altimeter Capital ซึ่งเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ มองว่า การที่ Apple ไม่มีตัวแทนเข้าร่วมไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นต้องตีความมากนัก โดยเขาใช้คำว่า nothing burger ซึ่งหมายถึงเรื่องที่ดูเหมือนจะมีประเด็น แต่จริงๆ แล้วอาจไม่มีนัยสำคัญมากอย่างที่คิด
เกอร์สต์เนอร์กล่าวกับ CNBC ว่า “ผมรับรองได้ว่าพวกเขารับรู้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นอย่างดี และผมคาดว่าพวกเขาเห็นด้วยกับทั้งหมดนี้” โดยเขาหมายถึง Apple ซึ่งแม้ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม แต่ก็ยังรับรู้ประเด็นที่กำลังหารือกันเกี่ยวกับเอไอและแนวทางของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม คำพูดของเกอร์สต์เนอร์เป็นเพียงมุมมองของเขา และยังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใด Apple จึงไม่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ รวมถึงไม่ได้ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสถานะของบริษัทในการแข่งขันด้านเอไอหรือไม่
อีกประเด็นที่ Apple ต้องเจรจากับรัฐบาลสหรัฐคือ เรื่องชิปหน่วยความจำ มีรายงานว่า บริษัทสนใจใช้ชิปจากผู้ผลิตจีนในช่วงที่ราคาหน่วยความจำทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น แต่การนำชิปดังกล่าวมาใช้ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐ
ฮาวเวิร์ด ลัตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “รัฐบาลทรัมป์ไม่สนับสนุนเรื่องนั้น” จึงเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Apple กับรัฐบาลสหรัฐยังดำเนินต่อไป เพียงแต่หัวข้อที่ Apple ต้องหารือกับวอชิงตันอาจไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกับ OpenAI หรือ Anthropic
แล้วโต๊ะนี้กำลังคุยเรื่องอะไร?
หากดูรายชื่อคนในห้อง จะพบว่าคนจำนวนมากเป็นผู้เล่นที่อยู่ตรงกลางของการแข่งขัน Frontier AI ไม่ว่าจะเป็นดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) จาก Anthropic, เกร็ก บร็อกแมน (Greg Brockman) จาก OpenAI, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จาก Meta, ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) จาก Google และเจนเซน หวง (Jensen Huang) จาก Nvidia
บริษัทเหล่านี้จำนวนมากกำลังแข่งขันกันพัฒนาโมเดลเอไอที่มีความสามารถอยู่ในระดับแนวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้ทำได้เพียงตอบคำถามหรือเขียนข้อความ แต่เริ่มสามารถเขียนโปรแกรม ใช้เครื่องมือ ทำงานเป็นลำดับขั้น และทำหน้าที่เป็นเอไอเอเจนต์ได้มากขึ้น
เมื่อโมเดลเก่งขึ้น ปัญหาที่ต้องรับมือจึงไม่ใช่เพียงการตอบผิด แต่รวมถึงคำถามว่า หากเอไอได้รับสิทธิให้ใช้เครื่องมือหรือเชื่อมต่อกับระบบอื่น มันจะทำในสิ่งที่นักพัฒนาตั้งใจไว้หรือไม่ และจะควบคุมอย่างไรหากระบบเริ่มทำสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตที่กำหนด
หลังการประชุม บริษัทเอไอรายใหญ่ตกลงร่วมกันใช้มาตรการด้านความปลอดภัยแบบสมัครใจ เช่น การมีระบบควบคุมภายใน การให้ผู้ตรวจสอบภายนอกประเมินระบบ และการสร้างกลไกติดตามความเสี่ยงของโมเดลเอไอ ขณะที่ Apple ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ลงนามดังกล่าว
แบรด เกอร์สต์เนอร์ (Brad Gerstner) อธิบายว่า บริษัทที่มาร่วมงานเป็นกลุ่มที่ “กำลังผลักดันขอบเขตแนวหน้าของการพัฒนาโมเดลอย่างแท้จริง” ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า Apple อาจไม่ได้หายไปเพราะ “ไม่มีเอไอ” แต่เพราะบริษัทกำลังสร้างเอไอคนละแบบกับหลายบริษัทในห้องนั้น
Apple มีเอไอของตัวเอง และไม่ได้มีแค่โมเดลเล็กบน iPhone
ภาพเดิมที่ว่า Apple เน้นสร้างโมเดลขนาดเล็กเพื่อทำงานบน iPhone และ Mac ยังถูกเพียงบางส่วน เพราะเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทไปไกลกว่านั้นแล้ว
Apple เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่า Apple Foundation Models รุ่นที่ 3 หรือ AFM 3 เป็นตระกูลโมเดล 5 รุ่นที่พัฒนาร่วมกับ Google มีทั้งโมเดลที่ประมวลผลบนอุปกรณ์และโมเดลบนเซิร์ฟเวอร์ผ่าน Private Cloud Compute
ฝั่งอุปกรณ์มี AFM 3 Core ขนาด 3 พันล้านพารามิเตอร์ และ AFM 3 Core Advanced ที่มีพารามิเตอร์รวม 20 พันล้านตัว แต่ใช้โครงสร้างแบบ sparse ทำให้แต่ละครั้งเปิดใช้งานจริงเพียงบางส่วน ฝั่งคลาวด์มี AFM 3 Cloud, โมเดลสำหรับภาพอย่าง ADM 3 Cloud และ AFM 3 Cloud Pro สำหรับงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือแบบเอไอเอเจนต์และการให้เหตุผลหลายขั้นตอน
Apple ไม่ได้สร้างระบบทุกอย่างด้วยตัวเอง บริษัททำงานร่วมกับ Google และ Nvidia เพื่อให้ Private Cloud Compute บางส่วนสามารถทำงานบนจีพียู Nvidia ใน Google Cloud ได้ โดยบริษัทระบุว่า ยังคงหลักด้านความเป็นส่วนตัวของระบบคลาวด์เอาไว้
OpenAI ขายเอไอ แต่ Apple ใช้เอไอช่วยขายระบบนิเวศ
สำหรับ OpenAI หรือ Anthropic โมเดลเอไอคือ สินค้าและแพลตฟอร์มหลัก หากโมเดลเก่งขึ้น บริษัทมีโอกาสดึงลูกค้าได้มากขึ้น หากโมเดลตามหลัง ก็เสี่ยงเสียตลาดให้คู่แข่ง แต่ Apple สร้างรายได้หลักจาก iPhone, Mac, iPad และบริการต่างๆ ดังนั้น เอไอจึงมีบทบาทเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สินค้าที่บริษัทมีอยู่แล้วมีความสามารถมากขึ้น มากกว่าจะเป็นสินค้าที่ต้องแข่งขันแยกออกมาเพียงอย่างเดียว
หาก Siri สามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ เชื่อมโยงข้อมูลจากข้อความ อีเมลหรือรูปภาพ และสั่งงานข้ามแอปได้ดีขึ้น คุณค่าที่ Apple ได้อาจไม่ได้มาจากการเก็บเงินค่าใช้โมเดลโดยตรง แต่มาจากการทำให้คนต้องการใช้ iPhone และอยู่ในระบบนิเวศของ Apple ต่อไป
นี่ทำให้โจทย์ของ Apple ต่างจาก OpenAI
OpenAI อาจต้องถามว่า จะสร้างโมเดลที่มีความสามารถสูงขึ้นได้อย่างไร ส่วน Apple อาจต้องถามว่า จะใช้เอไอทำให้ iPhone และผลิตภัณฑ์อื่นมีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากขึ้นได้อย่างไร สองบริษัทจึงสามารถอยู่ในธุรกิจเอไอเหมือนกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เดียวกัน
ดูจากเงินลงทุน ยิ่งเห็นว่ากำลังเล่นคนละเกม
เอกสาร 10-Q ที่ Apple ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริษัทจ่ายเงินซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 6.799 พันล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 9.473 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อเทียบกับบริษัทคลาวด์รายใหญ่ ความแตกต่างของระดับการลงทุนเห็นได้ชัด เช่น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ระบุว่ารายจ่ายลงทุนปี 2569 อาจอยู่ที่ 175-185 พันล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนสำคัญมุ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขยายกำลังประมวลผลเอไอ
ตัวเลขของ Apple และ Alphabet ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันแบบตรงตัว เพราะทั้งสองบริษัทมีโมเดลธุรกิจ โครงสร้างต้นทุน และวิธีจัดหาโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกัน แต่ความห่างของตัวเลขช่วยให้เห็นว่า Alphabet กำลังลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในระดับที่ Apple ไม่ได้เลือกสร้างด้วยตัวเองทั้งหมด
นอกจากนี้ Reuters รายงานว่า Anthropic มีภาระผูกพันด้านการใช้โครงสร้างพื้นฐานเอไอในอนาคตอย่างน้อย 518 พันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงประมาณหนึ่งทศวรรษ ผ่านข้อตกลงกับ Google, Amazon และ Microsoft
เหตุผลคือ บริษัทที่มีโมเดลเอไอเป็นสินค้าหลักจำเป็นต้องมีกำลังประมวลผลเป็นวัตถุดิบสำคัญ ยิ่งมีลูกค้ามาก ยิ่งต้องใช้เซิร์ฟเวอร์มาก และยิ่งต้องการสร้างโมเดลรุ่นใหม่ที่มีความสามารถสูงขึ้น ต้นทุนด้านการประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
Apple มีทางเลือกที่แตกต่างออกไป คือสร้างบางส่วนเองและพึ่งพันธมิตรสำหรับบางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับเดียวกับ Google หรือ Microsoft
แล้วแบบนี้ Apple ตามหลังเอไอหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใช้เกณฑ์อะไรในการวัด หากวัดว่าใครมีแชตบอตที่ได้รับความนิยมสูง หรือใครสร้างโมเดลเอไอแนวหน้าที่ถูกจับตามองมากที่สุด Apple ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ OpenAI, Google หรือ Anthropic แต่ Apple มีสิ่งที่บริษัทเอไอหลายแห่งไม่มี นั่นคือ ฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ ชิป และฐานผู้ใช้ที่บริษัทสามารถส่งฟีเจอร์เอไอเข้าไปถึงได้โดยตรง
นี่คือเหตุผลที่การแข่งขันอาจไม่ได้จบเพียงการถามว่าใครมีโมเดลฉลาดกว่า แต่ยังรวมถึงว่าใครสามารถทำให้เอไอเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ได้มากกว่า
สำหรับ Apple ความสำเร็จของเอไออาจไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์เพื่อคุยกับแชตบอต แต่อาจวัดจากการที่ผู้ใช้ iPhone สามารถใช้ความสามารถของเอไอทำงานต่างๆ ได้โดยแทบไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่ามีโมเดลอะไรทำงานอยู่เบื้องหลัง
Apple ไม่ได้ไม่สนใจความปลอดภัยเอไอแต่เลือกเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวและผลิตภัณฑ์
อีกประเด็นที่ต่างจากบริษัทบนโต๊ะประชุมคือ Apple แทบไม่ได้ออกมาเป็นผู้นำการถกเถียงเรื่องความเสี่ยงจากโมเดลเอไอเหมือน OpenAI และ Anthropic
Apple มีกรอบ Responsible AI ของตัวเอง โดยระบุแนวทางทั้งเรื่องการลดอคติ การทดสอบพฤติกรรมของโมเดล การทำ red teaming และมาตรการป้องกันการนำระบบไปใช้ก่ออันตราย ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการประมวลผลข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์หรือผ่าน Private Cloud Compute เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้
จึงอาจกล่าวได้ว่า OpenAI และ Anthropic มักพูดถึงความปลอดภัยในโจทย์ว่า จะควบคุมโมเดลที่มีความสามารถมากขึ้นอย่างไร ขณะที่ Apple ให้ความสำคัญกับอีกโจทย์หนึ่งคือ จะนำโมเดลมาใช้กับข้อมูลของผู้ใช้อย่างไรโดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัว เป็นเรื่องความปลอดภัยเหมือนกัน แต่เกิดจากผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่คุกเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ DealBook เมื่อปี 2564 ว่า “ถ้ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ถ้ามันเป็นเรื่องที่เราเพียงแค่จะออกไปเป็นอีกหนึ่งเสียง และเราไม่มีมุมมองเฉพาะของตัวเองที่จะนำเสนอ เราก็จะไม่พูดอะไร”
ดังนั้น การไม่มี Apple อยู่ในการประชุมวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นเรื่องที่น่าสังเกต แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะระบุว่า Apple ถูกกันออกเพราะตามหลังด้านเอไอ
สิ่งที่ชัดกว่าคือ บริษัทที่อยู่บนโต๊ะจำนวนมากกำลังแข่งขันในสนามโมเดลเอไอแนวหน้าซึ่งต้องสร้างโมเดลขนาดใหญ่ขึ้น ใช้กำลังประมวลผลมากขึ้น และทุ่มเงินจำนวนมหาศาลกับชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่การประชุมครั้งนี้เองก็มุ่งไปที่มาตรฐานความปลอดภัยของระบบเอไอขั้นสูงโดยตรง
ส่วน Apple กำลังเดินอีกเส้นทางหนึ่ง บริษัทมีทั้งโมเดลบนอุปกรณ์และบนคลาวด์ ใช้เทคโนโลยีจาก Google และ Nvidia ในบางส่วน และนำเอไอเข้าไปผูกกับระบบนิเวศของอุปกรณ์ที่บริษัทมีอยู่แล้ว
ท้ายที่สุด เมื่อเทคโนโลยีเอไอพัฒนาไปถึงระดับหนึ่ง ใครสามารถเปลี่ยนมันให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนใช้ทุกวันได้มากที่สุด และนี่คือสนามที่ Apple กำลังพยายามแข่งขันอยู่ในเวลานี้
อ้างอิง: CNBC กรุงเทพธุรกิจ AP News Business Insider และ Axios





