วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

สหรัฐเสนอ G20 วางกติกาใช้ผลงานมนุษย์ฝึกเอไอ หลังบริษัทเทคเผชิญข้อพิพาทลิขสิทธิ์

สหรัฐเสนอในเวทีประชุม G20 กำหนดแนวทางร่วมในการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึกเอไอ ท่ามกลางข้อพิพาทกับเจ้าของผลงาน พร้อมสนับสนุนหลัก Fair Use เพื่อคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม

KEY POINTS

  • สหรัฐเสนอในที่ประชุม G20 ให้กำหนดแนวทางการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึกเอไอเพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกัน
  • ข้อเสนอมีขึ้นหลังบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งถูกเจ้าของผลงานยื่นฟ้องร้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์จากการนำข้อมูลไปพัฒนาเอไอโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • สหรัฐสนับสนุนให้ใช้หลักการใช้งานโดยชอบธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์และการส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยี

ในการประชุมด้านเทคโนโลยีของกลุ่มประเทศ G20 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สหรัฐเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกกำหนดแนวทางสำหรับการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึกเอไอ โดยเสนอว่า บริษัทเทคโนโลยีควรสามารถนำผลงานของผู้สร้างสรรค์มาใช้พัฒนาเอไอได้ ขณะเดียวกันต้องมีแนวทางคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงานควบคู่กันไป

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กับเจ้าของผลงานสร้างสรรค์ ทั้ง Anthropic, OpenAI, Google และ Meta ต่างถูกนักเขียน สำนักพิมพ์ องค์กรสื่อ และผู้สร้างสรรค์ผลงานหลายกลุ่มยื่นฟ้อง โดยกล่าวว่า บริษัทเหล่านี้นำผลงานของพวกเขาไปใช้พัฒนาเอไอโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต้นตอของปัญหานี้มาจากวิธีการพัฒนาเอไอในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในการฝึกโมเดล เพื่อให้ระบบสามารถเรียนรู้ภาษา รูปแบบการเขียน ภาพ และเนื้อหาประเภทต่างๆ ได้ ข้อมูลที่นำมาใช้ฝึกจึงมักรวมถึงหนังสือ เพลง งานศิลปะ และผลงานสร้างสรรค์อื่นๆ ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว

ฝ่ายบริษัทเทคโนโลยีให้เหตุผลว่า การนำผลงานเหล่านี้มาใช้ฝึกเอไอถือเป็นการใช้งานที่ทำได้ตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายนักเขียน ศิลปิน สำนักพิมพ์ และเจ้าของผลงานกลุ่มอื่นๆ ก็โต้แย้งว่า บริษัทเหล่านี้นำผลงานของพวกเขาไปใช้สร้างเครื่องมือเอไอและทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาต

ฮาวเวิร์ด ลุตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเสนอให้ประเทศสมาชิก G20 ยอมรับหลัก Fair Use หรือ “หลักการใช้งานโดยชอบธรรม” ซึ่งเป็นแนวคิดทางกฎหมายที่เปิดให้สามารถนำผลงานที่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไปใช้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานในบางกรณี

“เราต้องมีกติกาที่คุ้มครองผู้สร้างสรรค์และนักประดิษฐ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่กติกาเหล่านั้นก็ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่” ลุตนิกกล่าว

อย่างไรก็ตาม ลุตนิกไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ากรอบกติกาที่เสนอนี้ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือควรกำหนดเงื่อนไขแบบใด เพื่อให้บริษัทเอไอสามารถใช้ผลงานของผู้สร้างสรรค์ในการฝึกระบบได้ พร้อมกับยังคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ท่าทีของสหรัฐไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเวที G20 เพราะในวันเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยื่นเอกสารต่อศาลเพื่อสนับสนุน OpenAI ในข้อพิพาทกับ The New York Times และหนังสือพิมพ์อีกหลายแห่ง

คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่า OpenAI นำเนื้อหาของ The New York Times และสำนักข่าวอื่นๆ ไปใช้ฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้พัฒนา ChatGPT โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุว่า การนำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ฝึกเอไอโดยทั่วไปสามารถเข้าข่าย Fair Use 

นอกจากประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว การประชุม G20 ยังหารือถึงแนวทางกำกับดูแลเอไอในภาพรวมด้วย โดยเจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nvidia เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกหลีกเลี่ยงการออกกฎที่มุ่งจัดการกับความเสี่ยงในทางทฤษฎี และหันมาออกกฎเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้เทคโนโลยี

แนวคิดของหวงสอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐรายอื่นที่เข้าร่วมการประชุม G20 เมื่อวันที่ 1 กันยายน ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาเทคโนโลยี

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน สหรัฐได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมของประเทศสมาชิก G20 โดยระบุว่า ประเทศสมาชิกจะพยายามหลีกเลี่ยงการออกกฎระเบียบใหม่ที่จัดทำขึ้นเฉพาะสำหรับเอไอ และหากในอนาคตจำเป็นต้องมีกฎใหม่ กฎเหล่านั้นควรมุ่งจัดการเฉพาะประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นจากเอไอและยังไม่อยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิม

แนวทางดังกล่าวหมายความว่า หากกฎหมายที่มีอยู่สามารถใช้จัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเอไอได้ ประเทศสมาชิก G20 จะพยายามใช้กฎหมายเหล่านั้นต่อไป แทนที่จะสร้างกฎใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับเอไอ ส่วนการออกกฎใหม่จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่เอไอก่อให้เกิดปัญหา หรือประเด็นรูปแบบใหม่ ซึ่งกฎหมายเดิมยังไม่สามารถรองรับได้

การกำหนดข้อบังคับจากภาครัฐยังมีผลโดยตรงต่อธุรกิจเอไอ เนื่องจากกฎที่เข้มงวดหรือมีข้อกำหนดเพิ่มเติมอาจทำให้บริษัทต้องชะลอการเปิดตัวโมเดลใหม่ หรือปรับวิธีการทำงานของผลิตภัณฑ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรของอุตสาหกรรม จีน ซึ่งมีการออกกฎควบคุมเอไออย่างกว้างขวางอยู่แล้ว เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์ดังกล่าว

การประชุมเมื่อวันที่ 2 กันยายนยังมีผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีและเอไอเข้าร่วมกล่าวต่อที่ประชุม ได้แก่ ทอม บราวน์ (Tom Brown) ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic, อเล็กซ์ คาร์ป (Alex Karp) ผู้บริหาร Palantir และแซม อัลต์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI

อ้างอิง: Reuters