วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

เอไอดันเศรษฐกิจ 30 ล้านล้านดอลลาร์ มัสก์เตือน ปี 2570 ไฟฟ้าป้อนชิปอาจขาด 15 กิกะวัตต์

อีลอน มัสก์ ประเมินเอไออาจเพิ่มขนาดเศรษฐกิจโลก 20-30% หรือราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หากรวมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ผลผลิตอาจเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และจำนวนหุ่นยนต์อาจแตะ 1 พันล้านตัวใน 10 ปี แต่การเติบโตของเอไออาจสะดุดจากข้อจำกัดด้านพลังงาน โดยมัสก์เตือน ปี 2570 โลกอาจขาดไฟฟ้าสำหรับชิปเอไอ 15 กิกะวัตต์

KEY POINTS

  • อีลอน มัสก์ มองว่า เอไอสามารถเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกในระดับ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ 
  • คาดว่าภายในปี 2570 อาจเกิดภาวะขาดแคลนกำลังไฟฟ้าที่ใช้รองรับระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้บริหารของเทสลา (Tesla) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กล่าวในการประชุมนวัตกรรมของกลุ่มประเทศ G20 ว่า เอไออาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลกในระดับ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ และหากนำเอไอไปทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ศักยภาพดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 10 เท่า

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มัสก์เตือนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมเอไอกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ นั่นคือ ไฟฟ้าอาจผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของศูนย์ข้อมูล และชิปประมวลผลเอไอ โดยภายในปี 2570 โลกอาจขาดแคลนกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์

มูลค่าการผลิตประมาณ 20-30 ล้านล้านดอลลาร์ เกิดจากความสามารถของเอไอในการเข้ามาทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล และงานดิจิทัล ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม การออกแบบทางวิศวกรรม ไปจนถึงงานที่ดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในมุมมองมัสก์ การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเอไอไม่ได้ทำงานอยู่เพียงในโลกดิจิทัล แต่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรที่เคลื่อนไหว และทำงานในโลกจริงได้ นั่นคือ บทบาทของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

มัสก์คาดว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า โลกอาจมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 1,000 ล้านตัว และหุ่นยนต์แต่ละตัวอาจมีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างน้อย 5 เท่าของมนุษย์ 

หากเป็นไปตามการคาดการณ์นี้ จำนวนหุ่นยนต์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงเพียงเครื่องจักรที่เข้ามาช่วยมนุษย์ทำงาน แต่หมายถึง การเพิ่มกำลังการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยตรง นั่นทำให้มัสก์มองว่า เมื่อเอไอ และหุ่นยนต์พัฒนาไปพร้อมกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่าการพัฒนาเอไอเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

มัสก์ยังมองใกล้กว่านั้น โดยบอกว่า ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ความสามารถของเอไอด้านการเขียนโปรแกรม การออกแบบทางวิศวกรรม และงานดิจิทัลอื่นๆ จะพัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปี 2570 เอไออาจสามารถจัดการงานดิจิทัลได้เกือบทั้งหมด หากงานนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงวัตถุหรือสิ่งของจริงในโลกกายภาพ

มัสก์เปรียบเทียบระดับความสามารถที่เอไออาจพัฒนาไปถึงกับสต๊อกฟิช โปรแกรมเล่นหมากรุกที่มีความสามารถสูง โดยมองว่าเมื่อเอไอพัฒนาไปถึงระดับดังกล่าว มนุษย์จะเริ่มแข่งขันกับเอไอได้ยากขึ้น โดยเฉพาะงานพัฒนาซอฟต์แวร์

ในมุมของมัสก์ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การที่เอไอช่วยมนุษย์ทำงาน แต่เอไออาจเข้ามารับช่วงงานที่เดิมต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง และประสบการณ์ของมนุษย์เป็นเวลานาน โดยเฉพาะงานที่สามารถทำผ่านคอมพิวเตอร์ได้

อย่างไรก็ตาม การที่เอไอจะเข้ามาทำงานได้มากขึ้น ย่อมหมายถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ระบบเอไอในปัจจุบันต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และชิปประมวลผลจำนวนมาก ทั้งสำหรับการฝึกระบบและการให้บริการผู้ใช้งาน

นี่จึงนำไปสู่ข้อจำกัดอีกด้านของการเติบโตของเอไอ นั่นคือ พลังงาน มัสก์เตือนว่า การผลิตชิปเอไอเพิ่มขึ้นราว 40-50% ต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ในอัตราเดียวกัน หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมเอไออาจมีชิปสำหรับประมวลผลมากขึ้น แต่ไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพหากมีไฟฟ้าไม่เพียงพอ

มัสก์คาดว่า ภายในปี 2570 อาจเกิดภาวะขาดแคลนกำลังไฟฟ้าสำหรับรองรับการประมวลผลของระบบเอไออย่างน้อย 15 กิกะวัตต์ ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความเร็วในการขยายตัวของอุตสาหกรรมเอไอ นอกเหนือจากการพัฒนาชิป และโมเดลเอไอ

ในมุมนี้ การแข่งขันด้านเอไอจึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโมเดลให้มีความสามารถสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล ผลิตชิป และจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างๆ เดินหน้าขยายขนาดและความสามารถของระบบเอไอ

อีกประเด็นที่มัสก์เรียกร้องคือ บทบาทของรัฐบาล และหน่วยงานกำกับดูแล เขาต้องการให้ประเทศต่างๆ เปิดกว้างต่อเอไอและเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น โดยเสนอหลักคิดว่า เทคโนโลยีควรสามารถดำเนินการได้เป็นหลัก เว้นแต่จะมีเหตุผลชัดเจนว่าควรห้ามหรือจำกัด แทนที่จะตั้งต้นจากการถือว่าเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ จนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติ

มัสก์มองว่า การลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมดำเนินไปได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพที่เขานำเสนอเกี่ยวกับเศรษฐกิจยุคเอไอก็สะท้อนว่า การขยายตัวของเทคโนโลยีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเอไอเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ตั้งแต่ชิป ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงไฟฟ้าที่เพียงพอ

 

อ้างอิง: The Information The Standard และ Barrons

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์