ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ “การล่มสลายของโมเดล” ซึ่งเป็นสภาวะที่ “เอไอ” เริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลง เพราะถึงจะมีข้อมูลดิจิทัลท่วมท้น แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ก็มาจากเอไอสร้างขึ้น ข้อมูลที่ใช้การฝึกฝน “เอไอ” มีจำกัดต้องสังเคราะห์วนซ้ำไปมาทำให้ผลลัพธ์ของโมเดลเริ่มขาดความหลากหลาย เกิดข้อผิดพลาดสะสม และสูญเสียการเชื่อมโยงกับความเป็นจริงที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อแก้ปัญหานี้บริษัทเทคฯ จึงกว้านซื้อ “หนังสือ” มาใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่
ใช้หนังสือเก่าเทรนเอไอ
ในเดือนเมษายน 2025 นักวิจัยจาก Ahrefs บริษัทวิเคราะห์เว็บไซต์ตรวจสอบหน้าเว็บและบทความที่เพิ่งจัดทำใหม่ใน Google Search พบว่า มีข้อมูลขยะที่สร้างโดยเอไอ หรือ “เอไอสลอป” (AI slop) มากกว่า 74% ด้วยเหตุนี้หนังสือที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า เพราะเป็นข้อมูลออร์แกนิก ที่รับประกันได้ว่ามนุษย์สร้าง และไม่ต้องกังวลว่าจะมี “กับดักข้อมูล” ที่นักเขียนบางคนแอบวางไว้ เพื่อทำลายระบบของเอไอ
Anthropic ตั้งเป้าที่จะสแกนหนังสือทุกเล่มในโลก เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับฝึกฝนเอไอ “Claude” ให้สามารถเขียนได้แม่นยำและน่าสนใจเทียบเท่ากับนักเขียนที่เป็นมนุษย์ ภายใต้โครงการ “Project Panama” โดยระบุว่าหนังสือคือข้อเท็จจริงที่ผ่านการคัดกรองอย่างดี มีการวิเคราะห์ที่จัดระเบียบมาอย่างดี และบทบรรยายที่น่าดึงดูด
บริษัทเอไอจะแปลงหนังสือเป็นไฟล์ดิจิทัล ด้วยวิธี “Destructive scanning” ซึ่งจะต้องแกะรูปเล่ม และตัดสันหนังสือออก แยกกระดาษออกเป็นแผ่น ๆ เพื่อนำไปเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูง ทำให้หนังสือไม่สามารถกลับมาเป็นรูปเล่มเหมือนเดิมได้ ดังนั้นหนังสือที่ถูกชำแหละจะถูกนำไปบดเป็นเยื่อกระดาษหรือทิ้งเป็นขยะในทันที
บริษัทเหล่านี้ อาศัยช่องว่างของ “กฎของการขายครั้งแรก” (First-sale doctrine) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ซื้อจัดการกับสินค้าที่ซื้อมาอย่างถูกต้องอย่างไรก็ได้ อีกทั้งผู้พิพากษา วิลเลียม อัลซัป ยังเคยตัดสินว่าการสแกนหนังสือที่ซื้อมาเพื่อใช้ฝึกฝนภายในองค์กรโดยไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ถือเป็น “การใช้งานที่เป็นธรรม” (Fair use) เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งาน
ISBNdb ฐานข้อมูลเมทาดาตาหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก กระโดดเข้ามารับบทเป็นนายหน้าจัดหาหนังสือล็อตใหญ่ให้แก่บริษัทเอไอ โดยเสนอขายหนังสือในจำนวนตั้งแต่ 1,000 ไปจนถึง 1,000,000 เล่มต่อคำสั่งซื้อ พร้อมคำโฆษณาที่ว่า “ข้อมูลฝึกฝนเอไอที่ดีที่สุดในโลกตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือ” แต่เมื่อถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้บริษัทออกมาอ้างว่า เป็นเพียง “การทดสอบความต้องการของตลาด”
สูญเสียคลังปัญญา-วัฒนธรรม
ปรากฏการณ์นี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหนังสือเก่าทั่วโลก ผู้ค้าหนังสือรายหนึ่งเล่าว่ายอดขายของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปรกติจาก 20 เล่มต่อสัปดาห์ เป็นหลายร้อยเล่มในทันที ผู้ซื้อที่เป็นตัวแทนบริษัทเอไอไม่สนใจประเภทหนังสือหรือคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พวกเขาเพียงแค่ต้องการหนังสือที่มีเลข ISBN และเป็นภาษาที่ต้องการเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดความกังวลว่า โลกจะสูญเสีย “หนังสือเล่ม” ที่เลิกตีพิมพ์ไปแล้ว หรือที่เลวร้ายกว่านั้น “หนังสือเล่มสุดท้ายของโลก” อาจถูกทำลายก็ได้ โดยผู้ค้าหนังสือรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “ผมมีความรู้สึกผสมปนเปกัน มันช่วยในแง่การเงินและระบายสต็อกที่ขายไม่ออก แต่ผมไม่ชอบที่หนังสือหายากกำลังถูกบดทำลาย”
ปีเตอร์ เดอ ฟรีส พ่อค้าหนังสือเก่าในเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่าเขาได้รับการติดต่อจากบริษัท 2077AI สั่งซื้อหนังสือในปริมาณมหาศาล ซึ่งครอบคลุมทั้งเทพนิยาย นิทานพื้นบ้าน ไปจนถึงคู่มือทางเทคนิคและตำราวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าบริษัทเอไอไม่ได้ต้องการแค่หนังสือวรรณกรรมเพียงอย่างเดียว
แคธรีน เจมส์ บรรณารักษ์หนังสือหายากจากมหาวิทยาลัยเยล เขียนบทความวิจารณ์ใน The Guardian ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “การกระทำของบริษัทเอไอเป็นเหมือนการทำเหมืองเปิดแบบลอกหน้าดิน ที่มุ่งแต่จะตักตวงผลประโยชน์จากเนื้อหา โดยไม่แยแสต่อการสูญสลายของรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่มนุษย์ใช้เวลาสร้างสรรค์มานานหลายศตวรรษ”
นอกจากนี้ เจมส์ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่บริษัทมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ กลับเลือกจะซื้อและทำลายหนังสือ และตัดบทบาทของ “ผู้เขียน” ออกจากผลงาน ทำให้หนังสือเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ชีวิตซึ่งมีไว้เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ผลิตภัณฑ์ขององค์กรเท่านั้น ซึ่งหากเรายอมรับว่า “ความรู้ที่มนุษย์” สรรค์สร้างขึ้นกลายเป็นเพียง “อาหารของเอไอ” ก็เท่ากับว่าเรากำลังสูญเสียความเป็นเจ้าของในวัฒนธรรม คำพูด และความคิด ที่หล่อหลอมพวกเราขึ้นมา
ความกระหายข้อมูลของเอไอ ไม่ได้หยุดอยู่แค่หนังสือ แต่ยังขยายไปสู่การซื้อสิทธิ์ในการใช้ใบหน้า เสียง และท่วงท่าการเคลื่อนไหวของมนุษย์ เพื่อฝึกฝนโมเดลอื่น ๆ ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนการดำเนินธุรกิจที่สินทรัพย์ทางปัญญาและทางกายภาพจะหลุดพ้นจากการควบคุมของเจ้าของไปตลอดกาล เพื่อแลกกับเศษเงินที่บริษัทหยิบยื่นให้
เจมส์กล่าวสรุปว่า “ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) จะทำให้เราเปลี่ยนจากผู้สร้างไปเป็นเพียงผู้บริโภค และส่งมอบคลังปัญญาของเราให้แก่เจ้าของโมเดลภาษาขนาดใหญ่”
การซื้อหนังสือเพื่อทำลาย กลายเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ ที่สะท้อนถึงความกระหายข้อมูลของอุตสาหกรรมเอไอ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังต้องการคลังข้อมูลจากมนุษย์อยู่ดี เพียงการได้มากลับต้องทำลายคลังความรู้ของมนุษย์ เพื่อความอยู่รอดของข้อมูลดิจิทัล
ที่มา: Forklog, Fortune, Futurism, News, The Guardian



