วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

ไขปริศนา 'เมฆนิมโบสเตรตัส' ตัวการฝนแช่ข้ามวัน ซ้ำเติมน้ำท่วม กทม.

เปิดกลไก “ฝนแช่” จากเมฆ “นิมโบสเตรตัส” แผ่นหนาสีเทาปกคลุมฟ้ากว้าง เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำดันมวลอากาศชื้นยกตัวต่อเนื่อง ก่อนควบแน่นเป็นเมฆและป้อนฝนยาวนาน โดยมี 3 ปัจจัยหนุนทั้งความชื้นต่อเนื่อง โครงสร้างเมฆเสถียร และการรวมตัวของหยดน้ำ

KEY POINTS

  • “นิมโบสเตรตัส” เมฆต้นเหตุ “ฝนแช่” ทำฝนตกต่อเนื่องยาวนาน ต่างจากพายุฝนฟ้าคะนองที่ตกหนักช่วงสั้น ๆ
  • ในไทย เมฆชนิดนี้เกิดจาก หย่อมความกดอากาศต่ำ ดันมวลอากาศชื้นยกตัวและควบแน่นเป็นแผ่นเมฆหนาทึบ
  • จุดเด่นคือ เมฆแผ่นสีเทาเข้ม ปกคลุมฟ้ากว้าง และมักไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง
  • ฝนตกยาวเกิดจาก 3 ปัจจัย: ความชื้นป้อนต่อเนื่อง เมฆมีเสถียรภาพ และหยดน้ำรวมตัวได้ดี

“ฝนแช่” ที่ตกต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนพายุฝนฟ้าคะนองที่กระหน่ำรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นฝนที่เกิดจากเมฆคนละกลไก โดยเฉพาะ “นิมโบสเตรตัส” (Nimbostratus) เมฆชั้นหนาทึบที่ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง และทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนาน ภายใต้อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำ

"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เจ้าของรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี Thailand Science Communication Awards 2026 อธิบายว่า เมฆนิมโบสเตรตัสมีลักษณะเป็นแผ่นหนาทึบ สีเทาเข้ม ปกคลุมท้องฟ้าจนแทบไม่เห็นขอบเขตของเมฆ และเป็นเมฆที่สามารถทำให้เกิดหยาดน้ำฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของปรากฏการณ์ฝนแช่

ไขปริศนา 'เมฆนิมโบสเตรตัส' ตัวการฝนแช่ข้ามวัน ซ้ำเติมน้ำท่วม กทม.

หย่อมความกดอากาศต่ำ และแผ่นเมฆหนาทึบ

"ดร.บัญชา" บอกว่า ในทางอุตุนิยมวิทยา เมฆสกุลนิมโบสเตรตัสสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น แนวปะทะอากาศอุ่น ซึ่งประเทศไทยไม่มี หรือ เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

สำหรับกระบวนการที่หย่อมความกดอากาศต่ำสร้างแผ่นเมฆหนาทึบนั้น เริ่มต้นจาก การลู่เข้าของอากาศที่ระดับต่ำ บริเวณใจกลางหย่อมความกดอากาศต่ำ เนื่องจากอากาศที่ศูนย์กลางมีความหนาแน่นน้อยกว่าพื้นที่โดยรอบ ทำให้มวลอากาศอุ่นและชื้นจากภายนอกไหลเวียนเข้าหากันใกล้พื้นผิว เมื่อมวลอากาศอุ่นชื้นไหลมากระทบกัน จึงไม่มีทางออกอื่นนอกจากถูกบังคับให้ยกตัวลอยสูงขึ้นด้านบน

กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ การยกตัวตามสเกลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการยกตัวแบบแผ่กว้างออกไป โดยมวลอากาศชื้นจะค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นพร้อมกันครอบคลุมพื้นที่กว้างอาจถึงหลายร้อยกิโลเมตร จากนั้นจะเกิดการขยายตัวและเย็นตัวแบบอะเดียแบติก (Adiabatic Cooling) โดยเมื่อมวลอากาศอุ่นและชื้นยกตัวสูงขึ้น อุณหภูมิจะลดลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับกลั่นตัว ส่งผลให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ และรวมตัวกันเป็นแผ่นเมฆเรียบหนาแน่นปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง

ไขปริศนา 'เมฆนิมโบสเตรตัส' ตัวการฝนแช่ข้ามวัน ซ้ำเติมน้ำท่วม กทม.

ผ่าโครงสร้าง “นิมโบสเตรตัส”

"ดร.บัญชา" ระบุว่า เมื่อกระบวนการป้อนความชื้นและการยกตัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมฆชั้นแผ่นที่ก่อตัวขึ้นแรกเริ่ม เช่น เมฆสเตรตัส หรือเมฆแอลโตสเตรตัส จะเริ่มสะสมหยดน้ำและหนาตัวขึ้นในแนวตั้งจนมีความหนามาก โดยมีฐานเมฆอยู่ต่ำกว่า 2,000 เมตร

"น่ารู้ด้วยว่า ระยะ 2,000 เมตร เป็นเส้นแบ่งระหว่างเมฆระดับต่ำกับเมฆระดับกลาง"

โดยปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวส่งผลให้คลังข้อมูลเมฆสากลอย่าง International Cloud Atlas จัดให้นิมโบสเตรตัสเป็นเมฆระดับกลาง แม้จะมีฐานเมฆอยู่ ณ ระดับต่ำก็ตาม

สำหรับลักษณะเฉพาะทางกายภาพของเมฆนิมโบสเตรตัสนั้น ประกอบด้วย ฐานเมฆที่มีลักษณะราบเรียบและทึบแสง ปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมดจนมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ ขณะเดียวกัน ยอดเมฆจะมีลักษณะค่อนข้างเรียบ โดยจะไม่พองเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำเหมือนเมฆคิวมูลัส

นอกจากนี้ เมฆชนิดนี้มักไม่มีพายุฟ้าคะนองรุนแรง เนื่องจากไม่ได้เกิดจากสภาวะอากาศที่มีกระแสอัปดราฟต์รุนแรง แม้ว่า International Cloud Atlas จะระบุว่าอาจพบฟ้าแลบได้บ้างแต่น้อยครั้งก็ตาม

เจาะลึก 3 ปัจจัยหลัก ทำไมฝนตกแช่ยาวนานไม่ยอมหยุด

ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดฝนจึงตกต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ยอมหยุดง่าย ๆ "ดร.บัญชา" ชี้ว่า เกิดจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ทำงานสอดประสานกัน ได้แก่

  • การป้อนความชื้นที่ไม่ขาดสาย: ตราบใดที่หย่อมความกดอากาศต่ำยังคงกำลังอยู่ ระบบจะทำหน้าที่ดูดมวลอากาศชื้นเข้ามาเติมที่ฐานเมฆอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
  • โครงสร้างเมฆมีเสถียรภาพ: การยกตัวของอากาศแบบแผ่กว้างในระดับมหภาคช่วยป้องกันไม่ให้เมฆแยกตัวเป็นก้อนพายุเดี่ยว ๆ ส่งผลให้ฝนตกในอัตราสม่ำเสมอเท่ากันทั่วทั้งพื้นที่
  • กระบวนการรวมตัวของหยดน้ำ: หยดน้ำและผลึกน้ำแข็งในชั้นเมฆที่มีความหนาแน่นสูงมาก จะเกิดการรวมตัวกันจนมีน้ำหนักมากพอ แล้วตกลงมาเป็นฝนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาตราบที่มวลอากาศยังคงลอยตัวขึ้นไปเติม

"ดร.บัญชา" กล่าวสรุปว่า หากวันใดที่มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพบกับฟ้าสีเทาราบเรียบเป็นแผ่นเดียว พร้อมสายฝนที่ตกโปรยปรายสม่ำเสมอไร้เสียงฟ้าร้อง นั่นคือสัญญาณเด่นชัดว่าพื้นที่ดังกล่าว กำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเมฆนิมโบสเตรตัสอย่างเต็มที่