วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

บทเรียน 'ฝนแช่ 48 ชม'.น้ำท่วมกรุงเทพฯ รื้อฉากทัศน์เดิม ประเมินความเสี่ยงใหม่

ฝนแช่กรุงกว่า 48 ชั่วโมง เปิดช่องโหว่ระบบระบายน้ำ กทม. ผู้เชี่ยวชาญชี้อุโมงค์ยักษ์เอาไม่อยู่ ชงออกแบบเมืองรับมือ Worst-Case Scenario พร้อมยกระดับเตือนภัย เลิกยึดสถิติอดีตประเมินความเสี่ยง

KEY POINTS

  • ฝนแช่ต่อเนื่องกว่า 48 ชั่วโมงจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ รับมือฝนสะสมไม่ไหว
  • อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอรับมือฝนหนักในพื้นที่ ต้องออกแบบเมืองบนฐาน Worst-Case Scenario
  • เปลี่ยนจากการ “แก้ท่วม” สู่การป้องกันเชิงรุก ยกระดับระบบเตือนภัย และเลิกยึดสถิติอดีตประเมินความเสี่ยง

สถานการณ์ฝนแช่กรุงเทพฯ กว่า 2 วัน ในวันที่ 25-26 กันยายน 2569 ทิ้งปริมาณสะสมทะลุ 300 มิลลิเมตร แม้ไร้เงา “น้ำเหนือ” แต่กลับกดระบบระบายน้ำเมืองหลวงจนถนนสายหลักจม ขณะที่คลื่นลมมรสุมในอ่าวไทยตอนในซ้ำเติม ขวางทางระบายน้ำออกทะเล สะท้อนชัดว่าโครงสร้างพื้นฐานกรุงเทพฯ กำลังเผชิญฝนสุดขั้วเกินโจทย์เดิมที่เคยออกแบบไว้ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชี้บทเรียนครั้งนี้ต้องยกระดับจากการ “แก้ท่วม” สู่การออกแบบเมืองรับ Worst-Case Scenario ตั้งแต่ระบบระบายน้ำ การเตือนภัย ไปจนถึงแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเลิกยึดสถิติในอดีตเป็นกรอบตายตัวในการประเมินความเสี่ยงอนาคต

เลิกคำว่า 'คาดไม่ถึง' พัฒนาเตือนภัยขั้น Worst-Case

"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ฝนตกหนักข้ามวันข้ามคืนว่า เกิดจากภาวะ "ฝนแช่" หรือกลุ่มเมฆหมุนวนตกซ้ำจุดเดิมต่อเนื่องกว่า 30 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ และอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้น้ำทะเลร้อนจัดจนบรรยากาศสะสมไอน้ำไว้มหาศาล

อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะกักเก็บไอน้ำได้เพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนเกินขีดความสามารถที่ระบบระบายน้ำ กทม. จะรับได้ นอกจากนี้ ยังถูกซ้ำเติมด้วยกระแสลมมรสุมอ่าวไทยตอนในที่พุ่งชนชายฝั่งด้วยความเร็วสูงกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดันคลื่นสูงกว่า 1 เมตร และเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

"ผศ.ดร.ธรณ์" สะท้อนจุดอ่อนของภาครัฐในด้านระบบเตือนภัยและการช่วยเหลือ ว่าระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน ส่งข้อความเตือนประชาชนให้ยกของขึ้นที่สูง ณ เวลา 10:00 น. ซึ่งถือว่าล่าช้าอย่างมาก เนื่องจากน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่และถนนเอกมัยไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงเวลา 01:00–02:00 น. รวมถึงการเยียวยาหลังเกิดเหตุก็มักล่าช้าและติดขัดข้อกฎหมาย

"คำว่าคาดไม่ถึงเป็นคำที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคโลกร้อน เพราะเป็นการนำอดีตมาทำนายอนาคตที่ไม่เหมือนกันเลย เราคงต้องยกระดับความตื่นตระหนกรับมือของเรา และพยายามคาดการณ์ในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ก่อน ต่อให้ผิดพลาดมันก็ยังยอมรับกันได้"

"ผศ.ดร.ธรณ์" ย้ำทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่ายังทำได้ดีไม่พอ และต้องเร่งยกระดับระบบเตือนภัยและการรับมือทั้งประเทศ โดยเฉพาะก่อนที่สภาวะลานีญาจะเข้ามาซ้ำเติมในอนาคต

ความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐาน

ด้าน "รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการศูนย์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญคณะทำงาน IPCC ได้ถอดบทเรียนด้านโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำของกรุงเทพมหานครว่า ในอดีตมีความเชื่อว่าบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นำไปสู่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำขนาดใหญ่ เช่น อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์กว่า 4 แห่ง ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล โดยมุ่งแก้ปัญหาน้ำหลากจากตอนบนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันได้เลย

“ผมเคยมีความเชื่อว่าเหตุการณ์น้ำหลากจากตอนบนในปี 2554 ทำให้โครงสร้างพื้นฐานการระบายน้ำในเขต กทม. มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่กว่า 4 แห่ง และมีแผนจะสร้างอีกหลายแห่ง ใช้เม็ดเงินมหาศาล มีข้อจำกัด และไม่สามารถรับได้ แต่ความเชื่อนั้นถูกละลายไปกับสายน้ำในปีนี้ เมื่อแม้แต่ฝนตกสะสมกว่า 300 มม ในพื้นที่โดยที่ไม่มีน้ำเหนือหลากจากตอนบน มันก็เอาไม่อยู่แล้ว สงสารประเทศไทย เห็นใจพี่น้องคนกรุงเทพฯ เราจะอยู่กันอย่างไร กับอนาคตเมืองหลวงที่มีความเสี่ยงสูงอย่างนี้”

นอกจากนี้ "รศ.ดร.เสรี" ยังได้เตือนถึงความเสี่ยงฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเลิกพึ่งพาเพียงแค่โครงสร้างระบายน้ำแบบเดิม ๆ แต่ต้องร่วมกันประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด เพื่อหาทางรอดให้แก่เมืองหลวงที่มีความเสี่ยงสูงในอนาคต

ถอดบทเรียนสู่การแก้ไขและป้องกันเหตุซ้ำรอย

นักวิชาการชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกันว่า วิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น การป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคตจึงจำเป็นต้องปฏิรูปใน 3 ด้านสำคัญ คือ

  • ปฏิรูประบบเตือนภัยล่วงหน้า: ปรับปรุงระบบ Cell Broadcast และการแจ้งเตือนภัยให้ทำงานแบบ Real-time ก่อนเกิดเหตุจริง ไม่ใช่การแจ้งเตือนย้อนหลังเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
  • ปรับยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน: ยกเลิกการพึ่งพาเฉพาะอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ หันมาบูรณาการการจัดการน้ำร่วมกับปัจจัยทางทะเล คลื่นลมมรสุม และการผันน้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ
  • เปลี่ยนผ่านสู่นโยบายเชิงรุก: วางแผนรับมือภัยพิบัติโดยตั้งสมมติฐานในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และมาตรการเยียวยาประชาชนให้ทันท่วงที ก่อนที่วิกฤติโลกร้อนจะสร้างความเสียหายหนักหน่วงไปกว่านี้

โครงสร้างพื้นฐานระบบระบายน้ำ กทม. ปัจจุบัน

กรุงเทพมหานคร ได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบบริหารจัดการน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยมีศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบโทรมาตร เพื่อสั่งการให้ทีมงานเข้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ทันที

นอกจากนี้ กทม. ยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับระบบเรดาร์ตรวจอากาศ C-Band และ X-Band ในการวิเคราะห์การก่อตัว และการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆฝน ซึ่งพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3 ชั่วโมงด้วยความแม่นยำ 80–85% ช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนพร่องน้ำในคลอง และเตรียมเครื่องจักรได้ก่อนฝนตก

ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน กทม. ให้ความสำคัญกับระบบระบายน้ำ “เส้นเลือดฝอย” หรือท่อระบายน้ำตามถนน และชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำไปสู่ “เส้นเลือดใหญ่” คือ อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ โดยเร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบเส้นเลือดฝอยด้วยการขุดลอกท่อระบายน้ำตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การปรับปรุงซ่อมแซมถนน และการสร้างรางระบายน้ำรูปแบบใหม่ เช่น ราง O-Gutter ที่มีร่องแคบยาวป้องกันขยะอุดตัน และราง U-Gutter ฝาเหล็กขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ

นอกจากนี้ กทม. ยังได้ติดตั้งเซนเซอร์ควบคุมเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติในบ่อสูบน้ำ 431 แห่ง พร้อมติดตั้งประตูป้องกันน้ำย้อนกลับ และเพิ่มเครื่องสูบน้ำอีก 1,107 เครื่องทั่วกรุงเทพมหานคร

ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบระบายน้ำของ กทม. ในปัจจุบัน ประกอบด้วย

- คลองระบายน้ำ 1,980 คลอง ความยาวรวม 2,745 กิโลเมตร
- แก้มลิง และ Water Bank 38 แห่ง ความจุรวม 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร
- สถานีสูบน้ำ 207 แห่ง
- ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง
- อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 5 แห่ง
- ระบบท่อระบายน้ำรวมความยาว 6,854 กิโลเมตร

พร้อมทั้งมีเครื่องมือ และหน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ รถโมบายยูนิต 12 คัน, เครื่องผลักดันน้ำ 46 เครื่อง และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว BEST จำนวน 24 หน่วย พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง