กรุงเทพฯ เมืองแอ่งกระทะ เร่งรับมือ “น้ำ 3 สหาย” ทั้งน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และฝนหนักจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลน้ำท่วมขังฝั่งตะวันออก กทม. เร่งสูบน้ำและผันออกสู่ฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) เพื่อลดแรงกดดันในพื้นที่
KEY POINTS
- กรุงเทพฯ เมืองแอ่งกระทะ เจอฝนหนักจากหย่อมความกดอากาศต่ำจากกัมพูชา ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก
- กทม. รับมือ “น้ำ 3 สหาย” ทั้งน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝน
- เร่งสูบน้ำผ่านสถานีและอุโมงค์ พร้อมผันน้ำออกฝั่งตะวันออกสู่ฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว)
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนปลายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีลักษณะทางกายภาพเป็น “เมืองแอ่งกระทะ” สภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันของมวลน้ำ 3 สาย หรือ “น้ำ 3 สหาย” ได้แก่ น้ำเหนือที่ไหลผ่านพื้นที่ น้ำทะเลหนุนที่เอ่อล้นเข้าตามจุดฟันหลอริมแม่น้ำ และน้ำฝนในพื้นที่ซึ่งมีความแปรปรวนสูงจากสภาวะเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศโลก
"ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เปิดยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำขั้นสูงสุด เพื่อรับมือสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากจากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำจากประเทศกัมพูชาตามประกาศเตือนระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 โดยสั่งการเร่งด่วนเน้นย้ำการเฝ้าระวังและเร่งระบายน้ำในพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก หลังตรวจพบปริมาณฝนสะสมสูงสุดถึง 99 มิลลิเมตรในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสายหลักเข้าขั้นวิกฤตอ พร้อมเปิดโมเดลบริหารจัดการน้ำรอบด้าน บนสภาพภูมิศาสตร์เมืองแอ่งกระทะ ควบคู่การใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) พยากรณ์ฝน และการยกระดับระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอยทั่วกรุงเทพมหานคร
ฝนตกหนักฝั่งตะวันออก ผันน้ำออกพระโขนง-แปดริ้ว
"ชัชชาติ" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร (ดินแดง) เพื่อบริหารจัดการน้ำรับมือฝนตกหนักตามประกาศเตือนภัย สภาพอากาศวิกฤติดังกล่าวเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำจากประเทศกัมพูชาที่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเหนือพื้นที่กรุงเทพมหานครพอดี ส่งผลให้มีฝนตกสะสมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 25 กันยายน
จากการวัดปริมาณฝนในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเขตมีนบุรีวัดปริมาณฝนสะสมได้สูงสุด 99 ถึง 112 มิลลิเมตร ตามด้วยเขตคลองสามวา เขตลาดกระบัง วัดได้ 85 มิลลิเมตร และเขตสายไหม สภาพฝนที่ตกหนักเป็นแถบกว้างส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังบนถนนและซอยต่าง ๆ อาทิ ถนนอ่อนนุช ซอย 59 ถนนสุวินทวงศ์ ถนนหลวงแพ่ง และถนนกิ่งแก้ว ซึ่งเป็นจุดอ่อนของกรมทางหลวงที่มีน้ำท่วมขังสูงราว 15–20 เซนติเมตร
ปริมาณฝนที่ตกสะสมดังกล่าวทำให้ระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์เพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่ระดับวิกฤติ (สัญญาณเตือนสีแดง) ในหลายจุด กทม. จึงสั่งการเปิดประตูระบายน้ำและเดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลังเพื่อระบายน้ำออกผ่านสถานีสูบน้ำพระโขนงที่มีกำลังสูบ 145 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
นอกจากนี้ ยังใช้อุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนช่วยดูดน้ำออก 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบรรเทาน้ำท่วมในพื้นที่อ่อนนุช อุดมสุข และพระโขนง ควบคู่ไปกับการประสานงานกับกรมชลประทานในการผันน้ำออกไปทางทิศตะวันออกสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) ผ่านทางคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต
อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำออกทางแปดริ้วยังมีข้อจำกัด เนื่องจากพื้นที่ด้านนอกมีฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังเช่นเดียวกัน จึงต้องใช้วิธีควบคุมประตูระบายน้ำและสูบน้ำออกอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม
ในส่วนของสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,500 ถึง 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำบริเวณปากคลองตลาดวัดได้ที่ 0.88 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ซึ่งยังต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำของ กทม. ที่มีความสูง 3.0 เมตรอยู่มาก
โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวยืนยันถึงการปฏิบัติงานว่า ตอนนี้ไม่ประมาท ฟังทุกคำทำนายและคำพยากรณ์ และเร่งดูดน้ำอย่างเต็มที่
เมืองแอ่งกระทะ และยุทธศาสตร์จำแนก 'น้ำ 3 สหาย'
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนปลายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีลักษณะทางกายภาพเป็น “เมืองแอ่งกระทะ” ที่มีความสูงเฉลี่ยเพียง 0 ถึง 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีบางจุดที่มีระดับต่ำกว่าน้ำทะเล
เพื่อรับมือกับลักษณะภูมิศาสตร์ดังกล่าว "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ได้วางยุทธศาสตร์การทำงานโดยแยกการบริหารจัดการระหว่าง “น้ำฝน” และ “น้ำเหนือ” อย่างเด็ดขาด
- การบริหารจัดการน้ำฝน: กทม. ใช้ระบบสูบน้ำและระบบระบายน้ำในการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนลงสู่คลองและแม่น้ำให้เร็วที่สุด
- การบริหารจัดการน้ำเหนือ: กทม. มุ่งดูแลแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดความยาว 88 กิโลเมตร พร้อมทั้งตรวจเช็กสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำจำนวน 96 แห่ง ควบคุมประตูระบายน้ำ และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงที่เป็นช่องเปิดท่าเรือหรือจุดฟันหลอจำนวน 51 จุด รวมระยะทาง 2.7 กิโลเมตร ด้วยการวางแนวกระสอบทรายและจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดตลอด 24 ชั่วโมง
นวัตกรรม 'เส้นเลือดฝอย' ผสาน AI
ในด้านการยกระดับประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ กรุงเทพมหานครได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบบริหารจัดการน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยมีศูนย์บัญชาการเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบโทรมาตร เพื่อสั่งการให้ทีมงานเข้าแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ทันที
นอกจากนี้ กทม. ยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับระบบเรดาร์ตรวจอากาศ C-Band และ X-Band ในการวิเคราะห์การก่อตัวและการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆฝน ซึ่งพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3 ชั่วโมงด้วยความแม่นยำ 80–85% ช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนพร่องน้ำในคลองและเตรียมเครื่องจักรได้ก่อนฝนตก
ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน กทม. ให้ความสำคัญกับระบบระบายน้ำ “เส้นเลือดฝอย” หรือท่อระบายน้ำตามถนนและชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำไปสู่ “เส้นเลือดใหญ่” คืออุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ โดยเร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบเส้นเลือดฝอยด้วยการขุดลอกท่อระบายน้ำตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การปรับปรุงซ่อมแซมถนน และการสร้างรางระบายน้ำรูปแบบใหม่ เช่น ราง O-Gutter ที่มีร่องแคบยาวป้องกันขยะอุดตัน และราง U-Gutter ฝาเหล็กขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ
นอกจากนี้ กทม. ยังได้ติดตั้งเซนเซอร์ควบคุมเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติในบ่อสูบน้ำ 431 แห่ง พร้อมติดตั้งประตูป้องกันน้ำย้อนกลับ และเพิ่มเครื่องสูบน้ำอีก 1,107 เครื่องทั่วกรุงเทพมหานคร
ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบระบายน้ำของ กทม. ในปัจจุบัน ประกอบด้วย
- คลองระบายน้ำ 1,980 คลอง ความยาวรวม 2,745 กิโลเมตร
- แก้มลิงและ Water Bank 38 แห่ง ความจุรวม 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร
- สถานีสูบน้ำ 207 แห่ง
- ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง
- อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 5 แห่ง
- ระบบท่อระบายน้ำรวมความยาว 6,854 กิโลเมตร
พร้อมทั้งมีเครื่องมือและหน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ รถโมบายยูนิต 12 คัน, เครื่องผลักดันน้ำ 46 เครื่อง และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว BEST จำนวน 24 หน่วย พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
'เรนบอมบ์' และการมีส่วนร่วมของประชาชน
"ชัชชาติ" กล่าวถึงกรณีความกังวลเรื่องปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ หรือ “เรนบอมบ์” ว่า ลักษณะและความรุนแรงของฝนมีความแปรปรวนตามสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน เนื่องจากไม่สามารถระบุหรือประเมินล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ได้ว่าจะเกิดฝนตกหนักในลักษณะเดียวกันทุกพื้นที่ กทม. จึงต้องติดตามพยากรณ์อากาศทั้งรายวันและรายสัปดาห์ควบคู่กันเพื่อปรับแผนการทำงานให้เหมาะสม
สำหรับการเฝ้าระวังพื้นที่จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง กทม. ได้เข้าสำรวจและติดตามพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น บริเวณเสนานิคม ถนนเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน 84 ถนนอินทรา 5 และพื้นที่ริมคลองลาดพร้าว
พร้อมทั้งกำชับให้ฝ่ายรักษาความสะอาดของทุกสำนักงานเขตเร่งจัดเก็บขยะบริเวณช่องรับน้ำริมถนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ขยะอุดตันการระบายน้ำ
นอกจากนี้ กทม. ยังได้เปิดรับการแจ้งเบาะแสและรายงานจุดน้ำท่วมจากภาคประชาชนผ่านช่องทาง Traffy Fondue, สายด่วน 1555 และศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม. หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-5154 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
"ชัชชาติ" ได้กล่าวเตือนภัยถึงประชาชนว่า “ขอประชาชนอย่าประมาท” พร้อมแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณชุมชนริมคลองและพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมความพร้อมรับมือดังนี้
- การยกของขึ้นที่สูง: ขนย้ายสิ่งของมีค่า อุปกรณ์ไฟฟ้า และปลั๊กไฟขึ้นเหนือระดับน้ำ หรือเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร
- การเดินทาง: ตรวจสอบเส้นทางและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เนื่องจากอาจมีน้ำท่วมขังในเส้นทางซอยย่อย
อ้างอิง: สถานีสูบน้ำอุโมงค์บางอ้อ เขตบางนา, กทม.เมืองแอ่งกระทะ รับมือน้ำ 3 สหาย, รายงานสถานการณ์สดโดยนายชัชชาติ, กทม.ไม่ประมาทรับมือพยากรณ์ฝน, ย้ำ กทม.พร้อมรับมือฝนหนัก 23–27 ก.ย.





