ภาครัฐเร่งใช้เทคโนโลยีไทยรับมือวิกฤติสารหนูในแม่น้ำกก พัฒนาวัสดุจากถ่านแกลบและเศษวัสดุเกษตรดักสารพิษ ลดต้นทุนระบบกรอง พร้อมใช้แสงซินโครตรอนพิสูจน์แหล่งที่มามลพิษข้ามพรมแดน ยกระดับน้ำประปาปลอดภัยกว่า 950 ครัวเรือนและโรงเรียน
KEY POINTS
- ภาครัฐร่วมพัฒนาระบบกรองน้ำ แก้วิกฤติสารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก เชียงราย
- ใช้นวัตกรรมจากถ่านแกลบและวัสดุเกษตรเหลือใช้ ดักสารหนู ลดต้นทุนชุมชน
- ใช้แสงซินโครตรอนพิสูจน์แหล่งที่มาสารหนู รองรับการเจรจาปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
- ส่งมอบระบบประปาปลอดภัย ตามมาตรฐาน ครอบคลุมกว่า 950 ครัวเรือนและโรงเรียน
แม่น้ำกกและแม่น้ำสายถือเป็นหัวใจสำคัญของการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย ทว่าปัญหาสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปประกอบกับมลพิษข้ามพรมแดน ได้ส่งผลให้แหล่งน้ำเกิดความขุ่นและการปนเปื้อนของสารหนูรวมถึงโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง
การปนเปื้อนของสารหนูมีทั้งส่วนที่ปนกับตะกอนแขวนลอยขนาดเล็กและส่วนที่ละลายอยู่ในน้ำ ทำให้ระบบกรองน้ำแบบตกตะกอนเคมีเดิมของชุมชนไม่สามารถกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เช่น ต.ริมกก ต.แม่ยาว ต้องเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาวะจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน
เพื่อรับมือกับวิกฤติคุณภาพน้ำและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาวะแก่ชุมชนชายแดนอย่างยั่งยืน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) จึงได้ร่วมส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนูให้ชุมชนริมน้ำกก มุ่งนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้ไขโจทย์จริงในพื้นที่นำร่อง ยกระดับน้ำประปาแก่ประชาชนและนักเรียนรวมกว่า 950 ครัวเรือนให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานกรมอนามัย
หนุนงานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง
"ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ส่งมอบระบบกรองและเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำในลำน้ำกกเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนและสารหนู โดยเน้นย้ำความสำคัญของการใช้นวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยเนื่องจากเข้าใจบริบทของลำน้ำในประเทศได้ดีที่สุด
ระบบดังกล่าวมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การใช้วัสดุเรซิน และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากความร่วมมือของ สวทช., นาโนเทค และ วช. พร้อมเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนในการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดต้นทุนอุปกรณ์ให้ชุมชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกลง
ส่วนของปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามแดน สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้ใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์ ของสารพิษเพื่อระบุแหล่งที่มาอย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการนำไปใช้เจรจาทางการทูตกับต่างประเทศอย่างมีน้ำหนักและตรงจุด
"แม่น้ำกกเป็นแม่น้ำที่อยู่ในประเทศไทย และคนที่จะรู้ดีที่สุดก็คือคนไทย วันนี้ถ้าเราใช้งานวิจัยจากต่างประเทศ เขาอาจจะไม่เข้าใจเราขนาดนั้น วันนี้จึงเชื่อใจได้เลยว่าประเทศไทยเราทำได้"
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้ระบุถึงแนวทางการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ว่า งานวิจัยที่มอบให้เป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ จึงมอบให้ก่อน แต่เพื่อความยั่งยืนก็ต้องทำให้เรื่องนี้เข้าสู่ระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้เครื่องที่ดีที่สุดได้ ทั้งนี้ทางซินโครตรอนได้พิสูจน์อัตลักษณ์ของตัวสารพิษว่ามาจากไหน เพื่อให้เราสามารถไปเจรจากับต่างประเทศได้ถูกจุด
ลดค่าใช้จ่ายตัวดักสารหนู ลดภาระชุมชน
“ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติริมลำน้ำกกนับเป็นปัญหาสุขอนามัยที่สำคัญ แม้ในเชิงพาณิชย์จะมีสารเคมีสำหรับดูดซับสารหนูวางจำหน่าย แต่มีราคาสูงและกลายเป็นภาระทางการเงินหากต้องใช้ในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ทีมวิจัยจึงคิดค้นทางออกด้วยการนำวัสดุท้องถิ่นอย่าง ถ่านเผาจากแกลบ มาปรับปรุงโครงสร้างด้วยงบประมาณต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับสารหนูก่อนนำน้ำเข้าสู่ระบบกรองประปาปกติ ซึ่งช่วยให้น้ำมีความปลอดภัย และช่วยลดการอุดตัน ยืดอายุการใช้งานของเครื่องกรองน้ำประปาไปพร้อมกัน
“นักวิจัยดูว่าเรามีอะไรในพื้นที่บ้าง ซึ่งพบว่าถ่านแกลบที่มีอยู่แล้ว หากนำมาปรับปรุงโครงสร้างอีกเล็กน้อยด้วยงบประมาณที่ไม่มาก ก็สามารถนำมาใช้ดูดซับสารหนูร่วมกับระบบกรองประปาปกติได้ทันที"
ไขปริศนาโมเลกุลสู่นวัตกรรมเรซิ่นดูด
"รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) ได้อธิบายถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้แก้ปัญหาว่า สซ. ได้นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์แสงซินโครตรอนมาตรวจสอบการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำ ซึ่งสามารถบ่งชี้ชนิดทางเคมีและเลขออกซิเดชันของสารหนูได้อย่างแม่นยำ
ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการระบุแหล่งที่มา ระดับความเป็นพิษ และการวางแนวทางบำบัด นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมระบบกรองบำบัดสารหนูและโลหะหนัก ทั้งการกำจัดสารหนูที่ปนกับตะกอนแขวนลอยขนาดเล็ก และการดักจับส่วนที่ละลายในน้ำด้วยวัสดุดูดซับที่มีความจำเพาะและมีประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ สซ. ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคีเครือข่ายวิจัย พัฒนาวัสดุดูดซับสารหนูโดยใช้ระบบเรซิ่นแลกเปลี่ยนไอออนลบที่ปรับเปลี่ยนสภาพพื้นผิวให้จำเพาะต่อการดักจับสารหนูและโลหะหนัก พร้อมประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมในการติดตั้งใช้งานจริง ณ ประปาชุมชนบ้านฟาร์มสัมพันธกิจ หมู่ 6 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบกรองน้ำแบบตกตะกอนเคมีเดิม ร่วมกับการติดตั้งระบบ RO ผลิตน้ำดื่ม ทำให้ประชาชนมีน้ำสะอาดปลอดภัย
ทั้งยังได้ติดตั้งระบบกรองน้ำนี้ให้แก่โรงเรียนบ้านเหมืองแดง ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อแก้ปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำสายให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษาและบุคลากรกว่า 700 คน
วัสดุเหลือใช้ทางเกษตร
"ดร.ณัฏฐพร พิมพะ" หัวหน้าแผนงานนวัตกรรมน้ำสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิต (A-quality) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยใช้แนวคิด "คลินิกน้ำเพื่อชุมชน" เข้ามาตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ ก่อนจะออกแบบและติดตั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเสริมระบบประปาเดิม โดยระบบประปาบาดาลที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบขนาดเล็ก มีกำลังการผลิตน้ำอยู่ที่ 5,000 ลิตรต่อชั่วโมง
นวัตกรรมสำคัญที่นำมาประยุกต์ใช้ประกอบด้วย
- กระบอกวัดความขุ่นอย่างง่าย: อุปกรณ์ตรวจวัดค่าความขุ่นซึ่งใช้แผ่นสีขาว-น้ำเงิน ช่วยให้ผู้ดูแลระบบประปาหมู่บ้านอ่านค่าความขุ่นและนำไปเปรียบเทียบกับตารางคำนวณปริมาณการใส่สารส้มได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการสิ้นเปลืองงบประมาณจากการใส่สารส้มเกินความจำเป็น
- สารกรองกำจัดสารหนูจากวัสดุท้องถิ่น: นำถ่านไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีมากในจังหวัดเชียงราย เช่น เปลือกแมคคาเดเมีย และเปลือกมะพร้าว มาผ่านกระบวนการแช่สารปรับปรุงพื้นผิวสูตรเฉพาะ เพื่อแปลงสภาพเป็นสารกรองดักจับสารหนูและโลหะหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการทดสอบระบบกรอง พบว่าสามารถเปลี่ยนน้ำดิบสีแดงสนิมเหล็กให้กลายเป็นน้ำใสสะอาด และสามารถลดปริมาณสารหนูในน้ำบาดาล จากเดิมที่เคยสูงใกล้เกณฑ์อนุโลมสูงสุดของน้ำบาดาล (0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร) ลงมาเหลือน้อยกว่า 0.001 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยน้ำอุปโภคบริโภคทั่วไปที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำคู่มือการใช้งานระบบ และติดตั้งกระดานแสดงผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำไว้ ณ สถานีประปา เพื่อให้ชาวบ้านสามารถตรวจสอบความปลอดภัยของน้ำได้ด้วยตนเองอย่างเปิดเผย
"การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ต้องเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมและย่อยง่าย เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้อุปกรณ์ในการควบคุมการเดินระบบได้เองอย่างยั่งยืน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในการใช้น้ำที่สะอาดและปลอดภัย"
เสียงจากผู้นำชุมชน
"ธวัชชัย มนตรีกุล" ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ตำบลแม่น้ำยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ชุมชนใช้ระบบประปาผิวดินโดยดึงน้ำที่ซึมจากแม่น้ำกกเข้ามาเก็บไว้ในบ่อเก็บน้ำประจำหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์อุทกภัยในปี 2567 ได้สร้างความเสียหายแก่ตลิ่งกั้นน้ำ จนไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ได้ตามปกติ นอกเหนือจากความเสียหายเชิงโครงสร้างแล้ว มวลน้ำท่วมยังสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับสารพิษและสิ่งปนเปื้อนที่อาจเล็ดลอดเข้าสู่บ่อน้ำตื้นประจำครัวเรือน
ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ปริมาณน้ำในบ่อน้ำตื้นตามบ้านเรือนจะแห้งขอดจนไม่พอใช้ ทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพาบ่อบาดาล แต่กลับพบว่าน้ำบาดาลในพื้นที่ประสบปัญหากรดสนิม น้ำมีสีแดง และคุณภาพต่ำเกินกว่าจะนำมาใช้อุปโภคหรือบริโภคได้
"เมื่อทีมวิจัย สวทช. นำโครงการนี้เข้ามา ช่วยปรับปรุงให้ได้น้ำที่ใสและสะอาด ตอนนี้คนในหมู่บ้านได้ใช้น้ำสะอาดนี้กันทั้งหมู่บ้านแล้ว”
ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำดังกล่าวเข้ามาช่วยกรองและปรับสภาพน้ำดิบให้เป็นน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมแก่การอุปโภคบริโภคของคนในชุมชน ช่วยขจัดความกังวลเรื่องสารตกค้างจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เดินหน้าขยายผลการบริหารจัดการน้ำชุมชน
ทางด้าน "รามิล พัฒนมงคลเชฐ" ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ที่ผ่านมา อบจ.เชียงราย ได้ร่วมมือกับ นาโนเทค สวทช. นำร่องในพื้นที่บ้านริมกก ต.แม่ยาว และบ้านเมืองงิม ต.ริมกก ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่ได้มีเพียงการติดตั้งอุปกรณ์ แต่เป็นการนำองค์ความรู้มาสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ดูแลระบบและคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและรับมือกับความเสี่ยงจากโลหะหนักได้อย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือกับ นาโนเทค สวทช. ถือเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยมาตอบโจทย์ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความสามารถให้คนในพื้นที่พึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้ อบจ.เชียงราย มีแผนจะพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งบริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลระบบน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน และขยายผลแนวทางจากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ของจังหวัดเชียงรายต่อไป





