งาน Gastech Bangkok 2026 เผยความสำคัญของเทคโนโลยี CO₂ Liquefaction (การทำให้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นของเหลว) ในการขับเคลื่อน CCTS สู่การใช้งานจริง
KEY POINTS
- การแปรสภาพคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นของเหลว (CO₂ Liquefaction) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การขนส่งเพื่อนำไปกักเก็บใต้ดินทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าสำหรับระยะทางไกล
- มีการศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยีทำความเย็นหลายรูปแบบ โดยพบว่าระบบที่ใช้แอมโมเนียมีประสิทธิภาพพลังงานสูงสุด ขณะที่ระบบทำความเย็นด้วย CO₂ เอง (Self-Refrigeration) มีต้นทุนการลงทุนต่ำและใช้พื้นที่น้อยที่สุด
- ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาถังเก็บขนาดใหญ่ที่ต้องทนต่อแรงดันสูงและความเย็นจัด ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเหล็กคาร์บอนชนิดพิเศษเพื่อลดต้นทุนและทำให้โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เกิดขึ้นได้จริง
- ความสำเร็จของโครงการ CCS ในระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนและการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับถังเก็บ CO₂ เหลว
“CO₂ Liquefaction” เป็นกระบวนการทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นของเหลว
มีความสำคัญในการช่วยลดโลกร้อน ขนส่งก๊าซและนำไปเก็บยังแหล่งกักเก็บใต้ดินได้ง่ายขึ้น อีกทั้งนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นเทคโนโลยีที่บริษัททั่วโลกต่างให้ความสนใจ โดยในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีงานเสวนาในประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026
วิทยากรในงานเสวนา CO₂ Liquefaction ครั้งนี้ ได้แก่ ดร.เซียง หลิว วิศวกรจาก American Bureau of Shipping (ABS), มิตสึฮิโระ ยามาซากิ หัวหน้าส่วนวิศวกรรมกระบวนการ 3 จาก Chiyoda Corporation และแอนดี เจคอบสัน ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมและวิศวกรโครงสร้างหลักจาก Chicago Bridge & Iron (CB&I) ดำเนินรายการโดยโมนา ภคัต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) จากบริษัท Elemental Energies ร่วมแบ่งปันมุมมองและทิศทางเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนการดักจับ การขนส่ง และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Transport, and Storage: CCTS)
ภคัตเน้นย้ำว่า การกักเก็บคาร์บอนไม่ใช่เรื่องในอนาคตอีกต่อไป เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้จริงในปัจจุบัน และกระบวนการทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นของเหลวก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้แผนงานทั้งหมดเป็นจริง
ดร.เซียง หลิว นำเสนอผลการศึกษาเส้นทางการขนส่งและการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเรือ (Ship-based CCTS Value Chain) ซึ่งร่วมมือกับเครือบริษัท COSCO Shipping โดยชี้ให้เห็นว่าการขนส่งทางเรือมีศักยภาพสูงในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งสำหรับอุตสาหกรรมเดินเรือและภาคอุตสาหกรรมหนัก
ตามข้อมูลงานวิจัยจาก Global CCS Institute ชี้ว่าการขนส่งทางเรือสามารถรองรับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 30% ของปริมาณการขนส่งทั้งหมด โดยเฉพาะในระยะทางที่มากกว่า 500 กิโลเมตร และปริมาณการขนส่งตั้งแต่ 1 ล้านตันต่อปีขึ้นไป อีกทั้งการขนส่งทางเรือยังมีต้นทุนที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับท่อส่งก๊าซ และยังช่วยรองรับระบบดักจับคาร์บอนบนเรือ (OCCS) ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO)
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า CCTS ยังเผชิญความท้าทายหลักถึง 4 ประการ ได้แก่ การขาดการกำหนดข้อกำหนดคุณสมบัติของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า, ความไม่สอดคล้องระหว่างการขนส่งทางเรือที่เป็นรูปแบบเที่ยวกับการอัดฉีดกักเก็บนอกชายฝั่ง (ABS) ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง, ความเข้ากันได้ในการนำแท่นเจาะหรือท่อส่งปิโตรเลียมเดิมมาปรับใช้ใหม่, และการรวบรวมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากหลายแหล่งปลดปล่อยเข้าสู่ท่าเรือศูนย์กลาง
เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างการขนส่งและการอัดฉีด ABS ดร.หลิว จึงได้เสนอแนวคิดคลังกักเก็บและอัดฉีดแบบลอยน้ำ (LCO2 Floating Storage Unit: FSU / FSIU) ทั้งแบบใกล้ชายฝั่งและนอกชายฝั่งความดันปานกลาง เพื่อทำหน้าที่เป็นคลังพักกลางทาง ซึ่งจะทำให้ห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดมีความยืดหยุ่นและมั่นคงยิ่งขึ้น
ด้านมิตสึฮิโระ ยามาซากิ จากบริษัท Chiyoda Corporation นำเสนอผลการศึกษาเปรียบเทียบเทคโนโลยีการกลั่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นของเหลวสำหรับโรงงานขนาด 1 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับโครงการ CCS ขั้นสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยทำการเปรียบเทียบ 3 เทคโนโลยีหลัก ภายใต้สภาวะอุณหภูมิและความดันต่ำ (-50 องศาเซลเซียส และความดัน 5.8 บาร์เกจ) ได้แก่
1) ระบบทำความเย็นด้วยโพรเพน (Propane Refrigeration) 2) ระบบทำความเย็นด้วยแอมโมเนีย (Ammonia Refrigeration) และ 3) ระบบทำความเย็นด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอง (CO₂ Self-Refrigeration) โดยประเมินผ่านตัวชี้วัด 5 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพพลังงาน, อัตราการกู้คืนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX), พื้นที่ติดตั้ง, และความปลอดภัย
ผลการศึกษาพบว่า ระบบทำความเย็นด้วยแอมโมเนียใช้พลังงานและน้ำเย็นน้อยที่สุด จึงมีประสิทธิภาพทางพลังงานสูงสุด ในทางกลับกัน ระบบทำความเย็นด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Self-Refrigeration) ให้สัดส่วนการกู้คืนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุด มีค่าใช้จ่ายลงทุนต่ำที่สุด และประหยัดพื้นที่ติดตั้งมากที่สุดเพียงประมาณ 1,100 ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่าระบบที่ใช้สารทำความเย็นภายนอกถึง 30% อีกทั้งยังไม่มีความเสี่ยงด้านสารติดไฟหรือสารพิษ
อย่างไรก็ตาม ยามาซากิสรุปว่าไม่มีเทคโนโลยีใดที่ดีที่สุด สามารถใช้ได้กับทุกโครงการ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญเฉพาะของแต่ละโครงการ ข้อจำกัดของพื้นที่ และปรัชญาการดำเนินงาน
p
ขณะที่แอนดี เจคอบสัน จากบริษัท ซีบีแอนด์ไอ CB&I ผู้เชี่ยวชาญด้านถังบรรจุก๊าซไฮโดรเจนของนาซา ได้นำเสนอความท้าทายทางวิศวกรรมในการขยายขนาดถังเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหลวเพื่อรองรับตลาด CCS ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เจคอบสันชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ของเป้าหมายการกักเก็บคาร์บอน โดยระบุว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศตั้งเป้าการดักจับคาร์บอนไว้ที่ 1 กิกะตันต่อปีภายในปี 2030 แต่โครงการที่มีในปัจจุบันและกำลังพัฒนารวมกันมีกำลังการผลิตเพียงประมาณ 435 ล้านตันต่อปีเท่านั้น
การจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวมีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีจุดร่วมสาม ที่ความดันสูงประมาณ 5 บาร์ หากความดันลดต่ำกว่านี้ จะกลายสภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์แข็งหรือน้ำแข็งแห้งทันที ดังนั้นถังเก็บจึงต้องรับทั้งความดันได้มากกว่า 5 บาร์ และความเย็น -50 องศาเซลเซียส ไปพร้อมกัน ส่งผลให้ต้องมีการขยายขนาดถังเก็บทรงกลม จากเดิมขนาด 2,100 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นเป็นขนาดใหญ่ถึง 25,000 ลูกบาศก์เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 เมตร
CB&I ได้ร่วมมือกับโรงงานเหล็กในการพัฒนาคุณสมบัติเหล็กคาร์บอนและเทคโนโลยีการเชื่อม ให้ทนต่อสภาวะการแตกหักแบบเปราะได้ถึงอุณหภูมิ -65 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเหล็กนิกเกิล หรือสแตนเลสที่มีราคาสูง ได้ 9% ช่วยประหยัดต้นทุนและลดระยะเวลาการก่อสร้างโครงการลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้อภิปรายถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับถัง LCO₂ ขนาดใหญ่ รวมถึงข้อแนะนำขนาดคลังกักเก็บพักกลางทาง ซึ่งควรมีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เท่าของความจุเรือขนส่ง โดยผู้เชี่ยวชาญทุกคนเห็นพ้องว่าความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมา และหน่วยงานกำกับดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะเป็นกุญแจตัดสินความสำเร็จในการขับเคลื่อนโครงการ CCS ระดับโลกให้เกิดขึ้นได้จริง





