เตือนภัยลุ่มน้ำกก ไส้ปลาสะสมตะกั่วพุ่ง 32.8 เท่า—เนื้อยังปลอดภัย ขณะสภาผู้บริโภคพบผักผลไม้ริมน้ำปนเปื้อน 21 ชนิด จี้รัฐเร่งแก้ไข พ.ร.บ.อาหาร ปฏิรูประบบเตือนภัย
KEY POINTS
- ผลวิจัยพบสารตะกั่วและสารหนูใน "ไส้ปลา" จากลุ่มน้ำกกสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าตัว แต่ส่วน "เนื้อปลา" ยังคงปลอดภัยต่อการบริโภค
- มีการตรวจพบพืชผักและผลไม้ริมแม่น้ำกกอย่างน้อย 21 ชนิด ปนเปื้อนโลหะหนัก ทั้งแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู เกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย
- สภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไข พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522
พื้นที่ลุ่มน้ำกกซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของภาคเหนือตอนบน กำลังเผชิญกับวิกฤติความปลอดภัยทางอาหารครั้งสำคัญ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษา 2 โครงการวิจัยจากคนละหน่วยงานอย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 โดยรายงานฉบับแรกจากกลุ่มวิจัย AI CARE Research Cluster มหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสัตว์น้ำรอบล่าสุดพบสารตะกั่วและสารหนูสะสมใน “ไส้ปลา” สูงเกินมาตรฐานหลายเท่าตัวในพื้นที่เชียงรายและเชียงใหม ทว่าข่าวดีคือ “เนื้อปลา” ยังคงปลอดภัยต่อการบริโภค
ขณะที่รายงานอีกด้านหนึ่งจากสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่และรณรงค์ต่อโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้ให้เห็นถึงการปนเปื้อนของแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนูในพืชผลทางการเกษตรริมแม่น้ำกกอย่างน้อย 21 ชนิด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากทั้งสองการศึกษานี้สร้างความตื่นตัวในสังคมอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายและสร้างระบบเฝ้าระวังภัยที่มีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน
เนื้อปลาปลอดภัย แต่ไส้ปลาปนเปื้อนสารพิษขั้นวิกฤติ
รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ระดับโลหะหนักสะสมในสัตว์น้ำลุ่มน้ำกกประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 ดำเนินการโดยกลุ่มวิจัย AI CARE Research Cluster มหาวิทยาลัยนเรศวร
การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยภายใต้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และการแก้ปัญหาขยะและสารเคมีในแพลตฟอร์ม SRI Intelligence Platform โดยทุกกระบวนการคำตอบและวิเคราะห์ทางวิชาการได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยนักวิชาการระดับ World's Top 2% Scientist ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายระดับโลก
คณะวิจัยได้ใช้วิธีการสุ่มเก็บตัวอย่างเชิงพื้นที่และเวลาแบบถ่วงน้ำหนัก โดยทำการเก็บตัวอย่างสะสมรวมทั้งสิ้น 189 ตัวอย่าง ประกอบไปด้วย ตัวอย่างเนื้อปลา 93 ตัวอย่าง ไส้ปลา 91 ตัวอย่าง และหอยขมหรือสัตว์หน้าดินอีก 5 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
- เนื้อปลา: จากการสุ่มตรวจตัวอย่างเนื้อปลาจำนวน 93 ตัวอย่างในทุกโซนพื้นที่ลุ่มน้ำกก ไม่พบการปนเปื้อนของโลหะหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด (0.0%) ซึ่งยืนยันได้ว่าส่วนเนื้อปลามีความปลอดภัยและผู้บริโภคสามารถนำไปประกอบอาหารรับประทานได้ตามปกติ
- ไส้ปลาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย: จากการตรวจตัวอย่างจำนวน 78 ตัวอย่าง พบสารตะกั่ว (Pb) ปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัยถึง 19.2% (พบใน 15 ตัวอย่าง) โดยค่าปนเปื้อนสูงสุดที่ตรวจพบสูงกว่ามาตรฐานถึง 32.8 เท่า (วัดได้สูงสุด 9.85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากค่าเกณฑ์เปรียบเทียบมาตรฐานที่ 0.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) นอกจากนี้ยังตรวจพบสารหนู (As) ปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน 2.6% (พบใน 2 ตัวอย่าง) โดยค่าสูงสุดที่ตรวจพบสูงเกินมาตรฐานถึง 4.5 เท่า (วัดได้สูงสุด 9.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากค่ามาตรฐาน 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) เนื่องจากสารหนูอนินทรีย์เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ของสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ทีมวิจัยจึงได้ยกระดับมาตรการเตือนภัยเป็นขั้นสูง หรือ Policy Override ทันที
- ไส้ปลาในพื้นที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่: จากการตรวจสอบตัวอย่างจำนวน 13 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของสารตะกั่ว (Pb) เกินเกณฑ์มาตรฐานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 38.5% (พบใน 5 ตัวอย่าง) โดยมีปริมาณปนเปื้อนสูงสุดเกินมาตรฐาน 5.3 เท่า (วัดได้สูงสุด 1.59 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)
- หอยขมและสัตว์หน้าดินในพื้นที่บ้านเมืองงิม จังหวัดเชียงราย: ตรวจพบสารหนู (As) ปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัย 20.0% (พบใน 1 ตัวอย่างจากทั้งหมด 5 ตัวอย่าง) โดยค่าสูงสุดเกินมาตรฐานอยู่ 1.2 เท่า (วัดได้สูงสุด 2.45 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จากค่ามาตรฐาน 2.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าเนื่องจากจำนวนตัวอย่างที่ได้รวบรวมมายังมีจำนวนน้อย ประชาชนในพื้นที่จึงควรเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
เกษตรริมน้ำกก “พืชผักผลไม้ 21 ชนิดปนเปื้อนโลหะหนัก”
ในขณะที่ผลการศึกษาของ ม.นเรศวร มุ่งเน้นไปที่ระบบนิเวศของสัตว์น้ำ รายงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นการศึกษาเชิงรุกในภาคการเกษตรบนบกโดย "สำนักงานเกษตรอำเภอแม่อาย" ร่วมกับ "ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่" ได้ฉายภาพวิกฤติปนเปื้อนโลหะหนักในลักษณะเดียวกัน การศึกษาดังกล่าวเป็นการตรวจวิเคราะห์ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ทำกินริมแม่น้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 6 รอบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ข้อมูลซึ่งได้รับการเปิดเผยและรายงานโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เผยผลตรวจว่า มีพืชผักและผลไม้อย่างน้อย 21 ชนิด ที่เพาะปลูกในพื้นที่ริมแม่น้ำกกตรวจพบปริมาณแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู เกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ที่สำคัญพืชบางชนิดพบการสะสมของโลหะหนักมากกว่าหนึ่งประเภทปะปนร่วมกัน และพบสารแคดเมียมเกินเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่องในทุกๆ รอบของการตรวจสอบ
กลุ่มพืชผลทางการเกษตรที่พบสารเคมีและโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัย ล้วนเป็นอาหารหลักที่ผู้บริโภคซื้อหาและรับประทานในชีวิตประจำวันทั่วไป ได้แก่ พริก ข้าวโพด แตงกวา กระเทียม สับปะรด มะเขือ มะม่วง และถั่วฝักยาว รวมถึงผักและผลไม้อีกหลายประเภท
แม้ว่าคณะผู้สำรวจจะยังไม่สามารถสรุปแหล่งกำเนิดหรือที่มาของการปนเปื้อนโลหะหนักในแปลงเกษตรเหล่านี้ได้อย่างเป็นทางการ แต่มีข้อสังเกตเบื้องต้นว่า ปัญหานี้อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับตะกอนดินและน้ำที่หลากมาจากแม่น้ำกก ซึ่งพัดพาเอาสารเคมีมาทับถมสะสมในพื้นที่ทำกินริมน้ำของราษฎรในระหว่างที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย
ข้อมูลล่าช้ากับช่องว่างความปลอดภัยบนจานอาหาร
ตามข้อมูลทางปฏิทิน การเก็บตัวอย่างพืชผักในรอบสุดท้ายเสร็จสิ้นลงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 และสภาผู้บริโภคได้นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งคิดเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณ 4 เดือน ทั้งนี้ โครงการนี้เริ่มดำเนินการตรวจวิเคราะห์และเก็บข้อมูลรอบแรกสุดมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ผลการตรวจสอบพืชผักและผลไม้ในรอบแรก ๆ ใช้เวลา 8 เดือน ก่อนผู้บริโภคปลายทางจะได้รับแจ้งคำเตือนอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม
"ปรกชล อู๋ทรัพย์" อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้สะท้อนปัญหาเชิงว่า ความล่าช้าในการรายงานผลวิเคราะห์และความโปร่งใสของข้อมูลถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการป้องกันสุขภาพผู้บริโภค
“กรณีนี้ผลตรวจล่าช้าไป 8 เดือน ผัก ผลไม้ล็อตนั้น ถูกกินจนขับถ่ายออกจากร่างกายเราไปหมดแล้ว แต่โลหะหนักมันไม่ได้ไปไหน มันยังอยู่ในร่างกายเรา”
ความล่าช้าในลักษณะนี้ชี้ให้จุดอ่อนของระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของอาหาร (Food Traceability) ในปัจจุบัน เมื่อมีการสุ่มตรวจและพบการปนเปื้อนโลหะหนัก เกษตรกรและผู้บริโภคกลับไม่ได้รับแจ้งข้อมูลในทันที ผลผลิตเกษตรที่เก็บเกี่ยวไปตั้งแต่รอบแรก ๆ ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ถึงต้นปี พ.ศ. 2569 จึงถูกกระจายเข้าสู่ตลาดค้าส่ง ขนส่ง และถูกนำไปวางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปจนหมดสิ้นแล้ว โดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่าอาหารที่ตนเลือกซื้อนั้นมาจากพื้นที่เสี่ยงริมแม่น้ำกกหรือไม่
“ตัดวงจรความเสี่ยง” ตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและจัดการควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม สภาผู้บริโภคโดยนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ได้เสนอแนวทางปฏิบัติการเร่งด่วนดังนี้
- กำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยง: รัฐบาลต้องกล้ากำหนดขอบเขตพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับรู้ข้อมูลที่โปร่งใสตรงกัน
- ระงับการปลูกพืชและฟื้นฟูดิน: ในพื้นที่เสี่ยงปนเปื้อน ต้องมีมาตรการระงับการปลูกพืชสำหรับบริโภค และเปลี่ยนไปปลูกพืชที่เหมาะสมกับการฟื้นฟูบำบัดดินและดูดซับโลหะหนักแทน โดยได้รับการกำกับดูแลและติดตามจากหน่วยงานวิชาการอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหากลายเป็นการส่งต่อความเสี่ยงรูปแบบใหม่
- สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานและเรียกคืนสินค้า: หน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่นต้องจัดหาแหล่งน้ำดื่มสะอาดและอาหารที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว หากพบว่าเข้าสู่ท้องตลาดแล้ว ต้องมีกลไกติดตามเพื่อนำสินค้าออกจากตลาดอย่างรวดเร็ว
- เยียวยาชดเชยเกษตรกร: การคุ้มครองผู้บริโภคต้องทำควบคู่กับการดูแลเกษตรกร เกษตรกรไม่ควรแบกรับความเสียหายฝ่ายเดียว รัฐจึงต้องมีมาตรการชดเชยเยียวยารายได้ จัดหาพื้นที่หรือแหล่งน้ำสะอาดผลิตทดแทนในช่วงฟื้นฟูดิน เพื่อตัดวงจรเสี่ยงโดยไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แก้ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ยกระดับความปลอดภัย
ในระยะยาว สภาองค์กรของผู้บริโภคเห็นว่าการเพิ่มรอบตรวจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน แต่จำเป็นต้องปฏิรูป พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กฎหมายเก่าแก่กว่า 40 ปีที่มีข้อจำกัดในการควบคุมระบบอาหารปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ทางสภาฯ ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 70,000 รายชื่อเพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.อาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค ต่อรัฐสภาแล้ว
"ปรกชล" เสนอแนวทางการแก้ไขเชิงโครงสร้างใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ระบบเรียกคืนสินค้าโดยผู้ประกอบการ: กำหนดให้หน้าที่และค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตกเป็นของผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อยุติการจำหน่ายและแจ้งเตือนผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว แทนการปล่อยให้ภาครัฐแบกรับภาระฝ่ายเดียว
- แผนจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อาหาร: บูรณาการหน่วยงานรัฐจัดทำระบบเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และควบคุมความเสี่ยง ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำ จนถึงมือผู้บริโภคปลายทาง
- ข้อมูลความปลอดภัยอาหารคือสิทธิพื้นฐาน: รัฐต้องเปิดเผยผลตรวจอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมเฝ้าระวัง โดยเฉพาะกรณีพืชผลลุ่มน้ำกกที่ปนเปื้อนซ้ำ ซึ่งประชาชนไม่มีทางมองเห็นสารพิษได้ด้วยตาเปล่าและไม่ควรต้องแบกรับความเสี่ยงคาดเดาความปลอดภัยด้วยตนเอง
“การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเริ่มต้นเมื่อประชาชนได้รับอันตรายแล้ว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อาหาร ด้วยระบบเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ และกฎหมายที่ให้อำนาจจัดการอาหารที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้อาหารปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน”





