วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน 2569

Login
Login

เมื่อทิศทาง 'ทุนสีเขียว' พลิกขั้ว โอกาสทองและเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่

ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)

KEY POINTS

  • ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)
  • ปัจจัยความสำเร็จคือ "นวัตกรรมราคาประหยัด" (Frugal Innovation) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่น และพิสูจน์แล้วในตลาดที่มีบริบทคล้ายกัน ทำให้มีความเสี่ยงต่ำและปรับตัวได้ดีกว่า
  • ความสำเร็จไม่ได้มาจากการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการส่งออกและบูรณาการทั้งระบบนิเวศ เช่น สถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือการผนวกรวมพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน
  • ประเทศไทยกำลังใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวเป็นฐานการลงทุนสีเขียวในภูมิภาค โดยภาคเอกชนได้เริ่มขยายธุรกิจพลังงานสะอาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) แล้ว

หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา ภูมิภาคอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้วมักเป็นผู้ริเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแล้วนำมาถ่ายทอดหรือขายต่อให้ประเทศในกลุ่ม Global South แต่ในทางปฏิบัติจริง เทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้นมักติดล็อกข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่รองรับ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีจำกัด ตลอดจนความซับซ้อนของห่วงโซ่โลจิสติกส์ในท้องถิ่น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง "เงินทุน" กับ "ความคุ้มค่าในการนำไปใช้จริง"

นวัตกรรมราคาประหยัดและความยืดหยุ่นคือหัวใจ 

จุดเปลี่ยนสำคัญในปัจจุบันเกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่อง "นวัตกรรมราคาประหยัด" (Frugal Innovation) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่เติบโตขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในซีกโลกใต้ มักมีความได้เปรียบในการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปราะบางได้ดีกว่า

ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์กระจายศูนย์จากประเทศอินเดียที่ขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก หรือแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รุกคืบเข้าไปทำตลาดในรวันดา การขยายตัวลักษณะนี้มีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีต่ำกว่ามาก เนื่องจากตัวนวัตกรรมได้รับการพิสูจน์และทดสอบความคุ้มค่าในตลาดที่มีบริบทใกล้เคียงกันมาแล้ว ช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างรายได้ ลดต้นทุนการพัฒนา และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์อัตราการยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

การผสานระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ขายเทคโนโลยี 

ความสำเร็จของการลงทุนในรูปแบบ South–South ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์โดดเดี่ยว แต่เป็นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน และระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว

ในมิติของอุตสาหกรรมการขนส่งอัจฉริยะ (Electric Mobility) ตัวอย่างเช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พัฒนาโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าประเภทสองล้อและสามล้อที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อนำไปขยายผลในประเทศที่มีโครงสร้างประชากรและปัญหาการจราจรใกล้เคียงกัน โอกาสจึงไม่ใช่แค่การส่งออกตัวรถ แต่คือการยกเครื่องระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ระบบการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อย การบริหารจัดการกองยานพาหนะ และโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนรองรับ

นอกจากนี้ การผนวกรวมระบบพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานยังช่วยปลดล็อกความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาพลังงานและข้อจำกัดของระบบสายส่งไฟฟ้าในท้องถิ่น

นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงมักควบรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ากับระบบกักเก็บพลังงานและการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงช่วยเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังสร้างเครือข่ายเชิงระบบที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจฐานราก เช่น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย หรือการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อขับเคลื่อนห้องเย็นเกษตรชุมชน ลดปัญหาอาหารเน่าเสียและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกร

มุมมองและการปรับตัวของประเทศไทย 

สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเชิงพื้นที่ (สนพ.) และ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ให้เป็นฐานการลงทุนสีเขียวชั้นนำของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยหลายรายได้เริ่มใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์เชิงประจักษ์ เข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โซลาร์รูฟท็อป และระบบโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) การรุกคืบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มองนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้าโลก แต่กำลังใช้ความเชี่ยวชาญภายในประเทศผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดโมเดลธุรกิจพลังงานสะอาดออกสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

โอกาสการลงทุนที่ไร้กรอบความช่วยเหลือ ในท้ายที่สุด การลงทุนด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ "เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา" (Aid) หรือโครงการการกุศลที่ต้องรอเงินบริจาค แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรและความยืดหยุ่นของโครงสร้างเศรษฐกิจ

นักลงทุนหรือกองทุนที่ยังคงมองตลาดในซีกโลกใต้ผ่านเลนส์ความเสี่ยงแบบเดิม หรือจำกัดกรอบการลงทุนไว้เฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว อาจพลาดโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการคว้าส่วนแบ่งจากตลาดโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้

 

ที่มา : World Economic Forum