ปตท. ชูวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเน้นสร้างสมดุลความมั่นคงทางพลังงาน ค่าพลังงาน และความยั่งยืน พร้อมเดินหน้าโครงการ CCS และโมเดล I-SPARK ลดคาร์บอนได้ 9 ล้านตัน/ปี พร้อมสร้างงานและโอกาสค้าคาร์บอนเครดิตระดับนานาชาติ
KEY POINTS
- ปตท. ผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก
- มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ผ่านโครงการในภาคตะวันออก เพื่อลดผลกระทบจากการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก
- เสนอโมเดล "I-SPARK" เพื่อเป็นต้นแบบการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ สำหรับภาคอุตสาหกรรม
- วางแผนลงทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ใน 10 ปี เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน 9 ล้านตันต่อปี สร้างงาน และเปิดโอกาสการค้าคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ
ในเวทีเสวนาหัวข้อ “Building Thailand's Next Growth Engine: Climate-Resilient Panel 2: From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-carbon cities in Action” จากงาน Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รับเกียรติจาก รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการปรับตัวของภาคพลังงานไทย
รัฐกรเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยคาร์บอนต่ำ โดยกล่าวว่า การเปลี่ยนความทะเยอทะยานไปสู่การปฏิบัติจริง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยได้มากขึ้น รวมถึงผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับ แผน NDC 3.0 และเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของประเทศไทย
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ปตท. ยึดหลักการสร้างสมดุลในสามมิติสำคัญอย่างเคร่งครัด โดยรัฐกรระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” จะต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับประเทศไทยเสมอ จากนั้นจึงต้องสร้างสมดุลร่วมกับ “ความสามารถในการจ่ายค่าพลังงาน” และ “ความยั่งยืน” เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม
เมื่อมองทิศทางพลังงานโลกและไทยไปจนถึงปี 2050 “ก๊าซธรรมชาติ” จะยังคงทำหน้าที่เป็น “พลังงานปลายทาง” ที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงต้องจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางลดคาร์บอนจากการใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กันด้วย
เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์การลดคาร์บอน โดยปัจจุบันกลุ่ม ปตท. กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนา “Eastern Thailand CCS Hub Project” โครงการศึกษาและพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย คาดว่าจะสามารถดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้อย่างน้อย 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยโครงการเริ่มดำเนินการจริงได้ภายในปี 2035
เพื่อเปิดทางให้การพัฒนาโครงการ CCS เชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างราบรื่น รัฐกรระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีกฎระเบียบและข้อบังคับที่ถูกต้อง พร้อมสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนหันมามองโครงการเหล่านี้ว่ามีโอกาสและคุ้มค่าต่อการลงทุน
นอกจากนี้ ปตท. ยังได้แนะนำโมเดลแซนบ็อกซ์ที่เรียกว่า “I-SPARK Model” เพื่อทดลองและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ เสาหลักแรกคือ “Grow Energy Solution” เน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อจัดหาพลังงานสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาระบบคลังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และการดำเนินโครงการ CCS เพื่อเป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคไฟฟ้าบางส่วน
เสาหลักที่สองคือ “Share Infrastructure” ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากบริษัทในเครือด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง PTT Tank ในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านคลังเก็บพลังงานที่จำเป็นและทำหน้าที่ให้บริการแก่กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต
สำหรับเสาหลักที่สามคือ “Low-carbon specialty, bio-based and circularity” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษคาร์บอนต่ำ และการหมุนเวียนทรัพยากร ซึ่ง ปตท. มีโครงการรีไซเคิลและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน
การขับเคลื่อนการลงทุนตามแผนงาน 10 ปีของ ปตท. คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างผลเชิงบวกต่อ GDP ของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้จะสร้างตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10,000 อัตรา พร้อมกับรักษางานในอุตสาหกรรมเดิมเอาไว้ และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้อย่างน้อย 9 ล้านตันต่อปี
ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังสร้างโอกาสการค้าคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับประเทศที่มีข้อบังคับด้านการลดคาร์บอนอย่างสิงคโปร์ภายใต้กรอบความร่วมมือตาม Article 6
“ในวันนี้เราสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้แล้ว แต่เรายังไม่มีความพร้อมในด้านแหล่งกักเก็บ จึงต้องปล่อยมันคืนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่หากเราสามารถใช้เครดิตเพื่อทำการค้ากับประเทศอย่างสิงคโปร์ได้ โครงการกักเก็บคาร์บอนในไทยก็อาจเกิดขึ้นจริงได้เร็วยิ่งขึ้น” รัฐกรกล่าว
โครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ในการยกระดับประเทศไทย ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่สามารถนำไปปรับใช้ในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศต่อไป





