“แรคคูน” กลายเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่ระบาดหนักในเยอรมนี ด้วยจำนวนกว่าล้านตัว และกำลังลุกคืบไปสู่เนเธอร์แลนด์ สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและทรัพย์สิน ผู้เชี่ยวชาญชี้ไม่มีวันกำจัดหมด จำเป็นต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้
KEY POINTS
- แรคคูนซึ่งเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์จากอเมริกาเหนือ ได้แพร่พันธุ์ในเยอรมนีจนมีจำนวนนับล้านตัว สร้างปัญหาบุกรุกทำลายทรัพย์สินและคุกคามสัตว์ท้องถิ่น
- การแพร่ระบาดมีต้นตอมาจากการปล่อยในอดีตและการหลุดออกจากฟาร์มในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็วและเริ่มลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
- ความพยายามควบคุมประชากรด้วยการล่ากว่าสองแสนตัวต่อปียังไม่ประสบผลสำเร็จนัก เนื่องจากแรคคูนจะเร่งขยายพันธุ์ตอบโต้ ขณะที่แนวทางการทำหมันยังเผชิญอุปสรรคด้านกฎระเบียบ
“แรคคูน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกาเหนือ แต่กลายเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่กำลังแพร่ระบาดหนักใน “เยอรมนี” ด้วยจำนวนนับล้านตัว และกำลังขยายอาณาเขตข้ามพรมแดนไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงจะดูอ้วนท้วมน่ารัก แต่ก็ทำให้สังคมปั่นป่วนจากการทำลายทรัพย์สินของประชาชนจนได้ฉายา “จอมโจรหน้ากาก” เนื่องจากมีแถบสีดำที่ดวงตา พร้อมสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอีกด้วย
แรคคูนป่วนเมือง
ย้อนกลับไปในปี 1934 มีการปล่อยแรคคูนสองคู่ ที่ทะเลสาบเอเดอร์เซ ใกล้กับเมืองคาสเซิล ของเยอรมนี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องการเพิ่มความหลากหลายของสัตว์ป่าในท้องถิ่น นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ยังมีแรคคูนอีกจำนวนหนึ่งหลุดออกมาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาขนในเมืองเบอร์ลิน หลังจากถูกระเบิดโจมตี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชากรแรคคูนกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค
ทั้งนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่า เฮอร์มันน์ เกอริง ผู้บัญชาการระดับสูงของนาซี เป็นผู้ออกคำสั่งปล่อยแรคคูน แต่การศึกษาวิจัยสมัยใหม่กลับพบความจริงที่ต่างออกไป โดยเอเบอร์ฮาร์ด ไลช์ท อดีตหัวหน้าสำนักงานป่าไม้ ได้ทำการค้นคว้าเอกสารจากหอจดหมายเหตุจนพบว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องทางธุรการของสำนักงานล่าสัตว์ปรัสเซียเท่านั้น ไลช์ทกล่าวว่า “ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่านักการเมืองอย่างเกอริงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจนี้ แฟ้มข้อมูลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องทางปกครองทั่วไป”
อเลน ฟรานซ์ ภัณฑารักษ์ด้านสัตววิทยา ทำการศึกษาดีเอ็นเอของแรคคูนกว่า 400 ตัวทั่วเยอรมนี พบหลักฐานการปล่อยสัตว์เหล่านี้ในจุดสำคัญอื่น ๆ อีกหลายแห่ง นอกเหนือจากกลุ่มที่มาจากเอเดอร์เซและเบอร์ลินแล้ว ยังมีประชากรแรคคูนที่มีพันธุกรรมแตกต่างกันในรัฐซัคเซิน และเทือกเขาฮาร์ซอีกด้วย การมีแหล่งกำเนิดที่หลากหลายช่วยให้พวกมันมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและลดปัญหาการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน ทำให้แรคคูนขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วถึง 300% ในช่วงปี 1990-2018
เมืองคาสเซิล ของเยอรมนี กลายเป็น “เมืองหลวงแรคคูนแห่งยุโรป” โดยมีแรคคูนอาศัยอยู่ในเขตเมืองถึง 30,000 ตัว พวกมันได้ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตในเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยอาศัยอยู่ในปล่องไฟ ห้องใต้หลังคา หรือโรงรถของประชาชน ชาวเมืองหลายคนพบเห็นพวกมันเดินตามท้องถนนอย่างไม่เกรงกลัวมนุษย์ในตอนกลางคืน เพื่อคุ้ยขยะหรือปีนป่ายต้นผลไม้ในสวนบ้านคน
ที่สำคัญ แรคคูนมักบุกรุกเข้าไปทำลายแผ่นหลังคาและฉนวนกันความร้อน เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ฟรังก์ เบคเกอร์ นักล่าแรคคูนมืออาชีพในเยอรมนีระบุว่า ค่าซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากแรคคูนอาจสูงกว่า 38,000 บาทต่อบ้านหนึ่งหลัง
“พวกมันเป็นสัตว์รบกวน ผมเคยเห็นห้องใต้หลังคาที่ถูกทำลายจนเละเทะ และมีบ้านหลังหนึ่งที่ถึงขั้นต้องทุบทิ้งทั้งหลัง เพราะความเสียหายที่พวกมันทิ้งไว้” เบคเกอร์กล่าว
ก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์แรคคูนเมาเหล้าที่ตลาดคริสต์มาสในเมืองแอร์ฟูร์ท จนกลายเป็นข่าวโด่งดัง ก่อนที่มันจะถูกเจ้าหน้าที่ยิงทิ้งในภายหลัง สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่รักสัตว์
นอกจากนี้ แรคคูนยังล่าสัตว์ท้องถิ่นกินเป็นอาหาร ทั้งสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและไข่นก อันเดรียส โอพิตซ์ นักชีววิทยาจากหน่วยงานอนุรักษ์ธรรมชาติระบุว่า แรคคูนสามารถจัดการกับเหยื่อที่มีพิษ เขากล่าวว่า “แม้คางคกท้องเหลืองจะมีผิวหนังที่เป็นพิษ แต่แรคคูนสามารถถลกหนังออกก่อนจะกินเนื้อข้างในได้ เรามักพบซากผิวหนังคางคกวางกองอยู่ริมบ่อน้ำพร้อมกับรอยเท้าแรคคูน”
อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนมองว่าภัยคุกคามจากแรคคูนอาจถูกกล่าวเกินจริงไปบ้าง เบริต มิชเลอร์ นักนิเวศวิทยาสัตว์ป่าจากสถาบันทูเนน ผู้ทำการศึกษาวิจัยแรคคูนมานานกว่าทศวรรษในอุทยานแห่งชาติมูริตซ์ กล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้ว แรคคูนเป็นสัตว์ที่ขี้เกียจ พวกมันจะเลือกกินสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุด ซึ่งมักจะเป็นเหยื่อที่มีอยู่ทั่วไปและมีจำนวนมากอยู่แล้ว”
แต่ที่แน่ ๆ ในตอนนี้ แรคคูนเริ่มขยายถิ่นฐานเข้าสู่พื้นที่จังหวัดลิมเบิร์ก ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งพบแรคคูนอาศัยอยู่แล้วประมาณ 100-200 ตัว แม้จะยังไม่มากเท่าเยอรมนี แต่ถ้ายังไม่มีมาตรการนควบคุม เจ้าหน้าที่ก็กังวลว่า เนเธอร์แลนด์อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ได้เหมือนเพื่อนบ้าน
เลออน ฟาสเซิน สมาชิกสภาจังหวัดลิมเบิร์ก กล่าวว่า “เยอรมนีมีแรคคูนมากกว่า 1.5 ล้านตัว และพวกเขาไม่สามารถกำจัดมันได้อีกต่อไปแล้ว สำหรับเราถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไป โดยที่ไม่ทำอะไรก็จะเกิดวิกฤติเช่นเดียวกัน”
ควบคุมจำนวนแรคคูน
เพื่อป้องกันภัยคุกคามนี้ จังหวัดลิมเบิร์กได้อนุมัติงบกว่า 287 ล้านบาท เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด ไปจนถึงปี 2030 งบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ในการจัดตั้งสายด่วนรายงานการพบเห็นและจ้างทีมพรานล่าสัตว์มืออาชีพเพื่อกำจัดพวกมันให้หมดไปจากภูมิภาคภายในปี 2027 และพยายามควบคุมไม่ให้แรคคูนจากเยอรมนีและเบลเยียมเข้ามาภายในประเทศ
ส่วนในเยอรมนี อนุญาตให้ล่าแรคคูนได้เกือบตลอดทั้งปี โดยในปี 2021-2022 มีแรคคูนถูกกำจัดไปมากกว่า 200,000 ตัว แต่ถึงจะล่าไปได้มากขนาดนี้ จำนวนแรคคูนโดยรวมยังคงสูงอยู่ดี เนื่องจากธรรมชาติของแรคคูนจะตอบสนองต่อการลดลงของประชากรด้วยการเร่งขยายพันธุ์ให้มากขึ้น
ทอร์สเทน ไรน์วาลด์ โฆษกสมาคมล่าสัตว์แห่งเยอรมนี ยืนยันว่ายังคงต้องล่าแรคคูนเพื่อปกป้องสัตว์ท้องถิ่น แม้ว่าเนื้อและขนของพวกมันจะไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเลยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิสัตว์และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการกำจัดแรคคูน พร้อมเสนอทางออกที่เป็นมิตรมากขึ้น ดร.มาทิลดา ไลนิงเกอร์ สัตวแพทย์และผู้ก่อตั้งสมาคม Hauptsache Waschbär รณรงค์ให้ใช้การทำหมันแทนการฆ่า เธอเชื่อว่าการจับแรคคูนมาทำหมันแล้วปล่อยกลับคืนสู่จุดเดิมจะช่วยควบคุมประชากรได้อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรมมากกว่าการใช้ความรุนแรง
แต่ระบบราชการและกฎระเบียบที่เข้มงวดของยุโรป ทำให้การทำหมันแรคคูนไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ โครงการทำหมันแรคคูนในเบอร์ลินเพิ่งถูกปฏิเสธใบอนุญาตไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากขาดเอกสารที่เพียงพอและการรับรองจากสถาบันวิจัยที่ได้รับการยอมรับ ยูเทอ บอนด์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรค CDU ระบุว่าคำขอถูกยกเลิก เนื่องจากรายละเอียดของโครงการยังมีข้อบกพร้องอยู่ ซึ่งสะท้อนถึงความยุ่งยากในการจัดการสัตว์รุกรานตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อแรคคูนก็แบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าพวกมันเป็นสัตว์น่ารักเฉลียวฉลาด แอบให้อาหารและตั้งชื่อเล่นให้พวกมันว่า “วอชชี่” (Waschi) ตามคำว่า “Waschbär” ซึ่งแปลว่าแรคคูนในภาษาเยอรมัน ส่วนอีกฝ่ายไม่ชอบแรคคูนและมองว่ามันเป็นสัตว์ร้ายน่ารำคาญ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แรคคูนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปอย่างถาวรไปแล้ว และไม่มีทางที่จะกำจัดพวกมันให้หมดสิ้นไปได้ คาโรลิน เวห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า กล่าวว่าทางออกเดียวที่เหลืออยู่ คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับพวกมัน โดย “มนุษย์แค่ต้องทำตัวให้ฉลาดกว่าแรคคูน” พร้อมป้องกันทรัพย์สินอย่างแน่นหนาและควบคุมประชากรให้สมดุล
ที่มา: BBC, Discover Wildlife, Dutch News, The Berliner, Times of India





