สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศกำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของไทย เมื่ออ่างขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายแห่งมีปริมาณน้ำไม่เกิน 30% ของความจุ ขณะที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญพบอ่างน้ำน้อยถึง 15 แห่ง ในจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลเดินหน้าลงทุนกว่า 7,200 ล้านบาทในโครงการ "อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด" จ.จันทบุรี เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนรองรับทั้งภาคเกษตรและการขยายตัวของ EEC โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center อย่างไรก็ตาม โครงการที่ถูกวางให้เป็นความมั่นคงทางน้ำและแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลับมาพร้อมคำถามสำคัญถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม การสูญเสียพื้นที่ป่า และความคุ้มค่าที่สังคมต้องร่วมกันหาคำตอบ
เปิดสถิติน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
‘กรุงเทพธุรกิจ’ สำรวจ ‘ฐานข้อมูล’ ของกรมชลประทาน ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 พบว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยอ่างเก็บน้ำที่ถูกจัดอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยเฝ้าระวัง (ปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30%) มีจำนวนรวม 78 แห่ง แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 8 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 70 แห่ง การกระจายตัวตามรายภูมิภาค ดังนี้
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: รวม 30 แห่ง (ขนาดกลาง 29 แห่ง และขนาดใหญ่ 1 แห่ง)
- ภาคใต้: รวม 16 แห่ง (ขนาดกลาง 15 แห่ง และขนาดใหญ่ 1 แห่ง)
- ภาคตะวันออก: พื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ รวม 15 แห่ง (ขนาดกลาง 13 แห่ง และขนาดใหญ่ 2 แห่ง)
- ภาคกลาง: รวม 9 แห่ง (ขนาดกลาง 7 แห่ง และขนาดใหญ่ 2 แห่ง)
- ภาคเหนือ: รวม 7 แห่ง (ขนาดกลาง 5 แห่ง และขนาดใหญ่ 2 แห่ง)
- ภาคตะวันตก: 1 แห่ง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง
สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย 8 แห่งนั้น ประกอบไปด้วย อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน (26%), อ่างเก็บน้ำแม่มอก (25%), อ่างเก็บน้ำมูลบน (29%), อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ (17%), อ่างเก็บน้ำกระเสียว (30%), อ่างเก็บน้ำคลองสียัด (17%), อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (29%) และอ่างเก็บน้ำปราณบุรี (24%)
ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเต็มความจุหรือมากกว่า 100% จำนวน 26 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นอ่างเก็บน้ำ "ขนาดกลาง" โดยพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 แห่ง ตามด้วยภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ภูมิภาคละ 3 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่มีแห่งใดเลยที่มีปริมาณน้ำเกิน 100% ในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (ความจุเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร) ราว 35 แห่ง ทำหน้าที่เป็นเขื่อน ผลิตไฟฟ้า และบรรเทาอุทกภัยของประเทศ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง (ความจุ 1–100 ล้านลูกบาศก์เมตร) ประมาณ 412–435 แห่ง กระจายทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเฉพาะจุด อุปโภคบริโภค และเน้นรองรับความต้องการใช้น้ำในระดับพื้นที่
อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เมกะโปรเจกต์ 7,200 ล้าน
ท่ามกลางความผันผวนของน้ำต้นทุน รัฐบาลได้ขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการที่ ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ให้กรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยกำหนดแผนงานระยะ 7 ปี (ปีงบประมาณ 2570–2576) ภายใต้กรอบงบประมาณรวม 7,200 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) รายละเอียดและความสำคัญของโครงการ มีดังนี้
- สถานที่ตั้ง: ตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี
- ความสามารถในการกักเก็บ: 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในเกณฑ์สูงสุด (ไม่เกิน 100 ล้าน ลบ.ม.)
- พื้นที่รับประโยชน์: ระบบชลประทานจะครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม 87,700 ไร่
- เป้าหมายหลัก: เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่ยั่งยืนสำหรับจังหวัดจันทบุรี และเป็นกลไกหลักในการเสริมความมั่นคงของทรัพยากรน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จำนวนมากในพื้นที่นี้
- ความคุ้มค่า: โครงการนี้มีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน อยู่ที่ 2.20 และมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง 13.18%
เหรียญสองด้าน เสียงสะท้อนด้านสิ่งแวดล้อม
แม้รัฐบาลจะเน้นย้ำถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดกลับเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักจากเครือข่ายอนุรักษ์ โดยเฉพาะมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ออกมาระบุว่า ข้อมูลที่รัฐบาลนำเสนอนั้น "พูดไม่หมด"
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามต่อโครงการมีทั้งเรื่อง การสูญเสียพื้นที่ป่า โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุว่า โครงการต้องแลกกับผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากชนิด และพื้นที่บางส่วนจะจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ ขณะที่ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ปรากฏในเอกสารข่าวของรัฐบาล
นอกจากนี้ ก่อน ครม. มีมติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เคยเห็นชอบโครงการเพียง “ในหลักการ” เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พร้อมกำหนดให้กรมชลประทานทบทวนและปรับลดพื้นที่โครงการให้สอดคล้องกับมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ก่อนดำเนินการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ
ขณะเดียวกัน โครงการยังเผชิญข้อพิพาททางกฎหมาย หลังมีการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนรายงาน EHIA เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยอ้างว่าข้อมูลในรายงานไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เนื่องจากขณะนั้นโครงการยังไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แต่ทางมูลนิธิสืบฯ ยืนยันว่าจะยื่นฟ้องใหม่หลังมีมติ ครม. อย่างเป็นทางการ
ความสมดุลที่ยังต้องหาคำตอบ
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศที่ลดต่ำลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสานและตะวันออก สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม กรณีอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดได้กลายเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งระหว่าง "ความต้องการใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล" กับ "การรักษาระบบนิเวศและพื้นที่ป่าต้นน้ำ"
การอนุมัติโครงการด้วยงบประมาณ 7,200 ล้านบาทภายใต้แผนงาน 7 ปีนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยังต้องผ่านด่านการตรวจสอบทั้งจากบอร์ดอุทยานแห่งชาติและกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ท่ามกลางตัวเลขปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 78 แห่งที่กำลังส่งสัญญาณเตือน ภาครัฐจึงเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของธรรมชาติในระยะยาว
อ้างอิง: กรมชลประทาน, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ



