โจทย์การพัฒนาเมืองได้ก้าวข้ามขอบเขตของการสร้างเพียงทางกายภาพหรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่ "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Learning) กำลังถูกยกระดับให้เป็น "โครงสร้างพื้นฐานใหม่" (New Infrastructure) ที่ส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
บทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของโมเดลการพัฒนาเมืองแบบเดิมที่รวมศูนย์ความเจริญไว้ในส่วนกลาง เมื่อแรงงานจำนวนมหาศาลต้องอพยพกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างฉับพลัน เมืองที่ไม่มียุทธศาสตร์การจัดการความรู้จึงขาด "เบาะรองรับ" ทางเศรษฐกิจ "เมืองแห่งการเรียนรู้" (Learning City) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของห้องสมุดหรือโรงเรียน แต่เป็นความสามารถของเมืองในการเปลี่ยนทักษะพลเมืองให้เป็นทุนทางสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการย้ายถิ่นฐานอย่างยั่งยืน โดยมี "พะเยาโมเดล" เป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่า ท้องถิ่นสามารถสร้างโมเดลการพึ่งพาตนเองที่ทรงพลังได้แม้ในยามวิกฤต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
มจพ.-ม.พะเยา เซ็นเอ็มโอยู 5 เอกชนไทย-จีน เปิดหลักสูตรเอไอ-คลาวด์
พัฒนาเมือง Learning City ที่กินได้
รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา และคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบัน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าม.พะเยาเชื่อว่าการพัฒนาเมืองต้องไม่หยุดอยู่แค่ระดับนโยบายบนกระดาษ แต่ต้องเป็น "Learning City ที่กินได้" เราจึงนำเกณฑ์สากลของ UNESCO Global Network of Learning Cities (GNLC) มาเป็นมาตรวัด โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการแก้ปัญหา "กระเป๋าแห้ง" เป็นลำดับแรก เพื่อซื้อใจและสร้างการมีส่วนร่วม
“โดยหัวใจหลัก คือ การผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับภาคีทางยุทธศาสตร์ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park/Clinic Tech) เพื่อยกระดับหลักสูตรท้องถิ่นให้มีมาตรฐานสูงขึ้น การทำงานร่วมกับ ครู สกร. (ส่งเสริมการเรียนรู้) ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด ทำให้เราสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ลงไปถึงระดับครัวเรือน เปลี่ยนแรงงานที่เคยเคว้งคว้างให้กลายเป็นนักนวัตกรท้องถิ่นที่มีทักษะพร้อมรับมือกับโลกอนาคต”
นิยามของเมืองน่าอยู่ตาม "พะเยาโมเดล" คือการที่คนในชุมชนสามารถพึ่งพากันเองได้ผ่านระบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน" และการจ้างงานในท้องถิ่นที่มั่นคง โดยอำนาจการจ้างงาน อบจ.พะเยา พิสูจน์ให้เห็นว่าท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณตัวเองจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อดูแลคนในพื้นที่ได้จริง เช่น การจ้างหมอชาวบ้านดูแลคนบนดอยที่ห่างไกลโรงพยาบาลถึง 3 ชั่วโมง ภาพสะท้อนของความมั่นคงที่แท้จริงซึ่งไม่ต้องรอจากส่วนกลาง
เปลี่ยน "ความรู้" เป็น "รายได้"
“พะเยาโมเดลเริ่มต้นจากการเปลี่ยน "คนตกงาน" ในช่วงโควิด-19 ให้กลายเป็น "ผู้ผลิต" โดยประยุกต์ใช้ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้รอบ "กว๊านพะเยา" และวัดโบราณ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวและการทำเกษตรอินทรีย์ในบ้าน ซึ่งเป็นการนำการเรียนรู้ตลอดชีวิตมาใช้ในการป้องกันโรคและลดภาระทางสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว”
รศ.ดร.ผณินทรา อธิบายต่อว่าเมืองน่าอยู่ จะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นรายได้ ซึ่งในพะเยาโมเดล จะเริ่มจากการสำรวจต้นทุนทางภูมิปัญญา ดึงทักษะดั้งเดิมในชุมชนรอบกว๊านมาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างหลักสูตร ต่อด้วยการอัปสกิลด้วยวิทยาศาสตร์ (Upskilling) นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับภูมิปัญญาเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้แรงงานที่ตกงานมีหลักสูตรระยะสั้น (Short Courses) ที่สร้างรายได้จริง
นอกจากนั้น จะมีการสร้างงานโดยท้องถิ่น ซึ่งเป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องก้าวข้ามข้อจำกัดรัฐส่วนกลางด้วยการใช้งบประมาณท้องถิ่นจ้างงาน "หมอชาวบ้าน" ปีละ 35 คน เพื่อดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและบนดอยที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขหลัก
"Learning City คือฐานรากของทุกความเข้าใจผิดส่วนใหญ่ของนักพัฒนานโยบาย คือ การพยายาม กระโดดไปสร้างความฉลาด โดยไม่มีฐานการเรียนรู้ ดังนั้น การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ต้องควบคู่กับพัฒนา "คน" และพื้นที่เรียนรู้ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหากคนไม่พร้อม เทคโนโลยีก็ไร้ค่า ขณะเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ เมื่อคนมี Mindset ของนักเรียนรู้ เทคโนโลยีจะถูกใช้อย่างถูกจุด ปลายทางที่เมืองสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน จนกลายเป็นเมืองที่ "น่าอยู่" สำหรับทุกคน”
32 เมืองนำร่อง พลังแห่ง "นักจัดการเมือง"
ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยพะเยา, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสส.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนพื้นที่นำร่อง 32 แห่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "นักจัดการเมือง" (City Manager) เพื่อเปลี่ยนทัศนคติข้าราชการท้องถิ่นให้กลายเป็นนักสร้างสรรค์
นำร่องใน 7 เทศบาลเมือง ได้แก่ อุดรธานี, ตรัง, ลำพูน, เบตง, ยะลา, ตาก, บึงกาฬ (โซ่พิสัย) โดยพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากลของ UNESCO GNLC และมี 25 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ กระจายตามภูมิภาค (เน้นระดับตำบล/หมู่บ้าน) ภายใต้การใช้ "คลินิกเทคโนโลยี" และ "อุทยานวิทยาศาสตร์" (Science Park) ภายใต้กระทรวง อว. และ NIA ปั้นให้เป็น "เมืองนวัตกรรม"
"เมืองน่าอยู่" ต้องฝ่ากำแพงไซโล
รศ.ดร.ผณินทรา กล่าวต่อไปว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของเมืองน่าอยู่ ทั้งความอุ้ยอ้ายของสายการศึกษา นโยบายมักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางและขาดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติจริง นอกจากนั้น หน่วยงานระดับชาติมักเป็นเพียงพื้นที่พักงานของข้าราชการ หรือออกนโยบายแต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุน และขาดอำนาจในการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาทำงานจริง รวมถึงการทำงานที่กระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนในพื้นที่เดียวกัน เช่น หน่วยงานหนึ่งทำเมืองอัจฉริยะ อีกหน่วยงานทำเมืองน่าอยู่ แต่กลับไม่บูรณาการข้อมูลกัน เป็นต้น
“ปัจจุบันมีหน่วยงานเจ้าภาพกระจัดกระจาย และมีวัฒนธรรมไซโล เกิดความซ้ำซ้อนกัน รัฐต้องเรียนรู้ระบบบริหารจัดการ ลดความซับซ้อน และควรนำ KPI กลางด้านการพัฒนาเมืองมาเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนขั้นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการทำตามคำสั่ง เป็นการทำเพื่อความน่าอยู่ของเมือง และควรเปิดทางให้อปท. มีอำนาจจ้างงานคนในชุมชนเองโดยตรง เพราะจากการดำเนินการเมืองน่าอยู่มาต่อเนื่องหลายปี อบจ.ส่วนใหญ่มีความพร้อมและสามารถพัฒนาเมือง คน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี"
จาก"ไทย" สู่ "เซี่ยงไฮ้" แลกเปลี่ยนองค์ความรู้
เมื่อเร็วๆ นี้ ม.พะเยา ร่วมกับ กสศ. ได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (East China Normal University) เพื่อ่วมกันพัฒนางานวิจัย ตัวชี้วัดการเรียนรู้ และนวัตกรรมเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) พร้อมทั้งเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
รศ.ดร.ผณินทรา กล่าวด้วยว่าการลงนามความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างไทยและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเซี่ยงไฮ้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในโมเดลการดูแลผู้สูงอายุของไทย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีศักดิ์ศรี และระบบหมอชาวบ้าน ขณะที่ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากเซี่ยงไฮ้ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจัดการเมือง ขณะเดียวกัน ม.พะเยาได้แสดงวิสัยทัศน์ในนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวบนเวทีปาถกฐาระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ สร้างการยอมรับในระดับสากล
“Bali Awards หมุดหมายสำคัญในเดือนธันวาคมนี้ คือพิธีมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับนานาชาติที่ เกาะบาหลี โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วม ซึ่งจะเป็นการประกาศศักยภาพของเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับหมู่บ้าน ของไทยสู่สายตาโลก”



