วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม 2569

Login
Login

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

โจทย์การพัฒนาเมืองได้ก้าวข้ามขอบเขตของการสร้างเพียงทางกายภาพหรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่ "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Learning) กำลังถูกยกระดับให้เป็น "โครงสร้างพื้นฐานใหม่" (New Infrastructure) ที่ส่งผลโดยตรงต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

บทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของโมเดลการพัฒนาเมืองแบบเดิมที่รวมศูนย์ความเจริญไว้ในส่วนกลาง เมื่อแรงงานจำนวนมหาศาลต้องอพยพกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างฉับพลัน เมืองที่ไม่มียุทธศาสตร์การจัดการความรู้จึงขาด "เบาะรองรับ" ทางเศรษฐกิจ "เมืองแห่งการเรียนรู้" (Learning City) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของห้องสมุดหรือโรงเรียน แต่เป็นความสามารถของเมืองในการเปลี่ยนทักษะพลเมืองให้เป็นทุนทางสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการย้ายถิ่นฐานอย่างยั่งยืน โดยมี "พะเยาโมเดล" เป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่า ท้องถิ่นสามารถสร้างโมเดลการพึ่งพาตนเองที่ทรงพลังได้แม้ในยามวิกฤต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

มจพ.-ม.พะเยา เซ็นเอ็มโอยู 5 เอกชนไทย-จีน เปิดหลักสูตรเอไอ-คลาวด์

ม.พะเยา-กสศ. เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำ ปั้นนักจัดการเมืองรุ่น 3

พัฒนาเมือง Learning City ที่กินได้

รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา และคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบัน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าม.พะเยาเชื่อว่าการพัฒนาเมืองต้องไม่หยุดอยู่แค่ระดับนโยบายบนกระดาษ แต่ต้องเป็น "Learning City ที่กินได้" เราจึงนำเกณฑ์สากลของ UNESCO Global Network of Learning Cities (GNLC) มาเป็นมาตรวัด โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการแก้ปัญหา "กระเป๋าแห้ง" เป็นลำดับแรก เพื่อซื้อใจและสร้างการมีส่วนร่วม

“โดยหัวใจหลัก คือ การผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับภาคีทางยุทธศาสตร์ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park/Clinic Tech) เพื่อยกระดับหลักสูตรท้องถิ่นให้มีมาตรฐานสูงขึ้น การทำงานร่วมกับ ครู สกร. (ส่งเสริมการเรียนรู้) ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด ทำให้เราสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ลงไปถึงระดับครัวเรือน เปลี่ยนแรงงานที่เคยเคว้งคว้างให้กลายเป็นนักนวัตกรท้องถิ่นที่มีทักษะพร้อมรับมือกับโลกอนาคต”

นิยามของเมืองน่าอยู่ตาม "พะเยาโมเดล" คือการที่คนในชุมชนสามารถพึ่งพากันเองได้ผ่านระบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน" และการจ้างงานในท้องถิ่นที่มั่นคง โดยอำนาจการจ้างงาน อบจ.พะเยา พิสูจน์ให้เห็นว่าท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณตัวเองจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อดูแลคนในพื้นที่ได้จริง เช่น การจ้างหมอชาวบ้านดูแลคนบนดอยที่ห่างไกลโรงพยาบาลถึง 3 ชั่วโมง ภาพสะท้อนของความมั่นคงที่แท้จริงซึ่งไม่ต้องรอจากส่วนกลาง

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เปลี่ยน "ความรู้" เป็น "รายได้"

“พะเยาโมเดลเริ่มต้นจากการเปลี่ยน "คนตกงาน" ในช่วงโควิด-19 ให้กลายเป็น "ผู้ผลิต" โดยประยุกต์ใช้ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้รอบ "กว๊านพะเยา" และวัดโบราณ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวและการทำเกษตรอินทรีย์ในบ้าน ซึ่งเป็นการนำการเรียนรู้ตลอดชีวิตมาใช้ในการป้องกันโรคและลดภาระทางสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว”

รศ.ดร.ผณินทรา  อธิบายต่อว่าเมืองน่าอยู่ จะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นรายได้ ซึ่งในพะเยาโมเดล จะเริ่มจากการสำรวจต้นทุนทางภูมิปัญญา  ดึงทักษะดั้งเดิมในชุมชนรอบกว๊านมาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างหลักสูตร ต่อด้วยการอัปสกิลด้วยวิทยาศาสตร์ (Upskilling) นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับภูมิปัญญาเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้แรงงานที่ตกงานมีหลักสูตรระยะสั้น (Short Courses) ที่สร้างรายได้จริง

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

นอกจากนั้น จะมีการสร้างงานโดยท้องถิ่น  ซึ่งเป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องก้าวข้ามข้อจำกัดรัฐส่วนกลางด้วยการใช้งบประมาณท้องถิ่นจ้างงาน "หมอชาวบ้าน" ปีละ 35 คน เพื่อดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและบนดอยที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขหลัก

"Learning City  คือฐานรากของทุกความเข้าใจผิดส่วนใหญ่ของนักพัฒนานโยบาย คือ การพยายาม กระโดดไปสร้างความฉลาด โดยไม่มีฐานการเรียนรู้ ดังนั้น การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ต้องควบคู่กับพัฒนา "คน" และพื้นที่เรียนรู้ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหากคนไม่พร้อม เทคโนโลยีก็ไร้ค่า ขณะเดียวกัน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ เมื่อคนมี Mindset ของนักเรียนรู้ เทคโนโลยีจะถูกใช้อย่างถูกจุด ปลายทางที่เมืองสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน จนกลายเป็นเมืองที่ "น่าอยู่" สำหรับทุกคน”

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

32 เมืองนำร่อง พลังแห่ง "นักจัดการเมือง"

ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยพะเยา, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสส.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนพื้นที่นำร่อง 32 แห่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "นักจัดการเมือง" (City Manager) เพื่อเปลี่ยนทัศนคติข้าราชการท้องถิ่นให้กลายเป็นนักสร้างสรรค์

นำร่องใน 7 เทศบาลเมือง  ได้แก่ อุดรธานี, ตรัง, ลำพูน, เบตง, ยะลา, ตาก, บึงกาฬ (โซ่พิสัย) โดยพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากลของ UNESCO GNLC และมี 25 ชุมชนแห่งการเรียนรู้ กระจายตามภูมิภาค (เน้นระดับตำบล/หมู่บ้าน) ภายใต้การใช้ "คลินิกเทคโนโลยี" และ "อุทยานวิทยาศาสตร์" (Science Park) ภายใต้กระทรวง อว. และ NIA ปั้นให้เป็น "เมืองนวัตกรรม"

"เมืองน่าอยู่" ต้องฝ่ากำแพงไซโล

รศ.ดร.ผณินทรา กล่าวต่อไปว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของเมืองน่าอยู่ ทั้งความอุ้ยอ้ายของสายการศึกษา นโยบายมักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางและขาดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติจริง นอกจากนั้น หน่วยงานระดับชาติมักเป็นเพียงพื้นที่พักงานของข้าราชการ หรือออกนโยบายแต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุน และขาดอำนาจในการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาทำงานจริง รวมถึงการทำงานที่กระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนในพื้นที่เดียวกัน เช่น  หน่วยงานหนึ่งทำเมืองอัจฉริยะ อีกหน่วยงานทำเมืองน่าอยู่ แต่กลับไม่บูรณาการข้อมูลกัน เป็นต้น

“ปัจจุบันมีหน่วยงานเจ้าภาพกระจัดกระจาย และมีวัฒนธรรมไซโล เกิดความซ้ำซ้อนกัน รัฐต้องเรียนรู้ระบบบริหารจัดการ ลดความซับซ้อน และควรนำ KPI กลางด้านการพัฒนาเมืองมาเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนขั้นข้าราชการท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการทำตามคำสั่ง เป็นการทำเพื่อความน่าอยู่ของเมือง และควรเปิดทางให้อปท. มีอำนาจจ้างงานคนในชุมชนเองโดยตรง เพราะจากการดำเนินการเมืองน่าอยู่มาต่อเนื่องหลายปี อบจ.ส่วนใหญ่มีความพร้อมและสามารถพัฒนาเมือง คน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี"

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

จาก"ไทย" สู่ "เซี่ยงไฮ้" แลกเปลี่ยนองค์ความรู้

เมื่อเร็วๆ นี้ ม.พะเยา ร่วมกับ กสศ. ได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (East China Normal University) เพื่อ่วมกันพัฒนางานวิจัย ตัวชี้วัดการเรียนรู้ และนวัตกรรมเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) พร้อมทั้งเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

รศ.ดร.ผณินทรา กล่าวด้วยว่าการลงนามความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ 3 ปีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างไทยและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเซี่ยงไฮ้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในโมเดลการดูแลผู้สูงอายุของไทย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีศักดิ์ศรี และระบบหมอชาวบ้าน ขณะที่ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากเซี่ยงไฮ้ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจัดการเมือง ขณะเดียวกัน ม.พะเยาได้แสดงวิสัยทัศน์ในนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวบนเวทีปาถกฐาระดับโลก ณ เซี่ยงไฮ้ สร้างการยอมรับในระดับสากล

“Bali Awards หมุดหมายสำคัญในเดือนธันวาคมนี้ คือพิธีมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับนานาชาติที่ เกาะบาหลี โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วม ซึ่งจะเป็นการประกาศศักยภาพของเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับหมู่บ้าน ของไทยสู่สายตาโลก”

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี

เส้นทางเมืองน่าอยู่ ม.พะเยา 'Learning City' พัฒนาคน-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี