เอไอพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ “ดาต้าเซนเตอร์” กลายเป็นสถานประกอบการอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุดในโลก แย่งใช้น้ำ และพลังงานจากชุมชนโดยรอบ จนทำให้เกิดคดีความ และการฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงน้ำ ไฟฟ้า และงบประมาณคาร์บอน ซึ่งศาลทั่วโลกเริ่มเข้ามานิยามขีดจำกัดทางกฎหมายของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ใหม่
จากการวิเคราะห์ล่าสุดโดย วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) พบว่า มีคดีความด้านภูมิอากาศเกิดขึ้นมากกว่า 3,600 คดีตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่เกิดความตกลงปารีส โดยดาต้าเซนเตอร์ถูกฟ้องร้องในประเด็นเรื่องแหล่งที่มาของพลังงาน การบริโภคน้ำ และมลพิษทางอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพภูมิอากาศ และชุมชนรอบข้าง
ในปี 2025 เพียงปีเดียวมีการยื่นฟ้องคดีใหม่ถึง 249 คดี ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมพลังงาน การเงิน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ โดยเกิดการฟ้องร้องใน 62 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากเพียง 17 ประเทศเมื่อทศวรรษก่อน ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องเผชิญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่าเดิม
กรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นในประเทศชิลี เมื่อโครงการดาต้าเซนเตอร์ของ Google ถูกคัดค้านจากชาวเมือง และเทศบาลท้องถิ่น เนื่องจากกังวลว่าจะถูกสูบน้ำบาดาลปริมาณมหาศาลเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็น ทั้งที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง แม้ Google จะเสนอเปลี่ยนไปใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ แต่ศาลสิ่งแวดล้อมยังคงสั่งให้มีการทบทวนโครงการใหม่ทั้งหมด
คำตัดสินของศาลชิลี จึงกลายเป็นต้นแบบสำคัญ ในการทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องพิจารณาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ที่จะเกิดขึ้นจากการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ สิ่งนี้ทำให้สภาพภูมิอากาศกลายเป็นตัวแปรทางกฎหมายที่ต้องนำมาประเมินในการอนุญาตโครงการ ไม่ใช่ใช้แค่ข้อมูลย้อนหลังตามสถิติแบบเดิม ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพยากรในระดับท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ การฟ้องร้องในไอร์แลนด์มุ่งเน้นไปที่ประเด็นวิกฤติพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซนเตอร์ใช้ไฟฟ้าไปมากกว่า 25% ของปริมาณการใช้ทั้งประเทศ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Friends of the Irish Environment และ ClientEarth ยื่นฟ้องเพื่อคัดค้านนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ต่อไป เพราะนโยบายนี้จะทำให้ประเทศติดกับดักการปล่อยคาร์บอนสูง และละเมิดข้อตกลงด้านภูมิอากาศของยุโรป
แนวทางของไอร์แลนด์แสดงให้เห็นถึง การต่อสู้เชิงระบบที่มองว่าดาต้าเซนเตอร์เป็นผู้บริโภคพลังงาน ที่ต้องถูกประเมินภายใต้ยุทธศาสตร์การลดคาร์บอนของชาติ ศาลไอร์แลนด์ตั้งคำถามว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลจำเป็นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่แค่มองเพียงผลกระทบของอาคารใดอาคารหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ขณะที่สหรัฐ มีการฟ้องร้องบริษัท xAI ของ Elon Musk ในรัฐมิสซิสซิปปี ข้อหาละเมิดกฎหมายอากาศสะอาด จากการใช้เครื่องปั่นไฟก๊าซมีเทนแบบเคลื่อนที่โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนคนผิวดำ และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าเอไอไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายพื้นฐานด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมได้
ส่วนสหราชอาณาจักร การฟ้องร้องได้ช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับโครงการ HyperScale ในบัคกิงแฮมเชียร์ หลังจากมีการเปิดเผยว่ารัฐบาลไม่ได้ประเมินถึงความต้องการไฟฟ้า และน้ำมหาศาลของโครงการ จนรัฐบาลต้องยอมรับว่ามีข้อบกพร่องจริงๆ
โจแอนนา เซตเซอร์ รองศาสตราจารย์จาก LSE ระบุว่า “นี่คือโอกาสที่จะทำให้การพัฒนาที่ใช้พลังงานเข้มข้นเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน ในช่วงเวลาที่สามารถทำได้ เป้าหมายหลักของคดีเหล่านี้จึงไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่คือ การป้องกันไม่ให้โลกต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปมากกว่านี้”
สำหรับภูมิภาคอื่นๆ เช่น ยุโรปกลาง การฟ้องร้องเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า การอนุญาตโครงการในอนาคตไม่สามารถพึ่งพาเพียงการประเมินรายโครงการได้ หน่วยงานรัฐต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโครงการดาต้าเซนเตอร์จะสามารถดำเนินการให้เข้ากับแผนพลังงาน และเป้าหมายภูมิอากาศของประเทศได้อย่างไร มิฉะนั้นความเสี่ยงทางกฎหมายจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนในระยะยาว
รายงานของ LSE ยังเน้นย้ำว่า แม้คำพิพากษาของศาลจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายในทันทีเสมอไป แต่การฟ้องร้องก็มีผลอย่างมากในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ การนำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ชั้นศาล ช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งภาครัฐ และเอกชนให้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อ “ต้นทุนที่แท้จริง” ของเทคโนโลยีดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีการนำกฎหมายมาใช้จัดการกับปัญหาการฟอกเขียว หรือการโฆษณาที่บิดเบือนเกี่ยวกับความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่ต้องมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม และตรวจสอบได้ภายใต้มาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น
การต่อสู้ในชั้นศาลกลายเป็นกลไกกำหนดทิศทางว่า เราจะบริหารจัดการฐานรากทางกายภาพของโลกดิจิทัลอย่างไร เพื่อให้เทคโนโลยีเอไอ และความยั่งยืนของโลกสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง โดยมีศาลเป็นผู้ตัดสินความสมดุลระหว่างนวัตกรรม และทรัพยากรที่มีจำกัด
ที่มา: CEENERGYNEWS, harici, The Guardian
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


