ในขณะนี้ “เอไอ” หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ให้บริการทั้งหลายจึงเร่งสร้าง “ดาต้าเซนเตอร์” หรือ “ศูนย์ข้อมูล” มากขึ้น เพื่อให้ทันตามความต้องการ แต่ในตอนนี้ชาวสหรัฐในหลายรัฐกำลังต่อต้านโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สร้างผลกระทบแก่ชีวิต และสิ่งแวดล้อมของเมือง
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งไฟฟ้า และน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อใช้ในการระบายความร้อน ซึ่งทำให้ประชาชนต้องราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการของดาต้าเซนเตอร์กดดันระบบโครงข่าย ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดมลภาวะทางเสียง และแสงจากพัดลมระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง รบกวนความเงียบสงบของชนบท
มีการเสนอสร้างดาต้าเซนเตอร์ในเมืองเจย์ ของรัฐเมน บนพื้นที่โรงงานกระดาษเก่า กลับเกิดเสียงแตกในชุมชน แม้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะมองว่าเป็นโอกาสสร้างงานหลังจากโรงงานเดิมปิดตัวลง แต่เสียงส่วนใหญ่ในสภารัฐยังคงกังวลเรื่องผลกระทบในวงกว้าง โดย สส.เอมี่ โรเดอร์ ระบุว่าชาวเมืองกำลังเดือดร้อนจากค่าไฟที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และกล่าวว่า “การสร้างดาต้าเซนเตอร์ที่จะมาแย่งใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลท่ามกลางวิกฤตินี้ ดูเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ”
นอกจากนี้ พลังงานที่ดาต้าเซนเตอร์ใช้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายด้านภูมิอากาศของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในรัฐมิชิแกน ชาวเมืองซาลีน รวมตัวประท้วงโครงการ Stargate ของ OpenAI มูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์ เพราะเกรงว่าจะทำลายแหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม อีกทั้งชาวเมืองยังได้ไปรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานของ DTE Energy เพราะกังวลว่าการใช้ไฟฟ้ามหาศาลจะทำให้ค่าไฟครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น และเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำในพื้นที่
ประเด็นเรื่องการสร้างงานในท้องถิ่นก็เป็นอีกเรื่องที่มีความขัดแย้ง โดยกลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft ยืนยันว่าอุตสาหกรรมนี้สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนผ่านการจ้างงานในท้องถิ่น การลงทุน และรายได้ภาษี โดยเฉพาะในช่วงของการก่อสร้างที่จะสร้างโอกาสให้กับกลุ่มช่างฝีมือ และแรงงานที่มีทักษะจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการก่อสร้างแรงงานกลุ่มนี้อาจต้องออกไปหางานในรัฐอื่นแทน นอกจากนี้ บริษัทยังอ้างว่ามีการจัดโครงการฝึกอบรมด้านทักษะเอไอเพื่อเตรียมความพร้อมให้คนในพื้นที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย
แต่ความจริงคือ ดาต้าเซนเตอร์มักจ้างงานพนักงานประจำในจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดมหึมาของอาคาร และปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องเสียไป ความกังวลนี้ครอบคลุมไปถึงผลกระทบในวงกว้างของเทคโนโลยีเอไอ ที่อาจส่งผลต่อการสูญเสียงานในภาคส่วนอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจ
ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย มีการประท้วงในระดับฐานราก โดยกลุ่มอาสาสมัครในมณฑล Tucker ได้ร่วมกันแจกจ่ายป้ายรณรงค์หน้าบ้านที่มีข้อความว่า “No Data Center Complex” เพื่อคัดค้าน และปกป้องพื้นที่ของตนจากการรุกรานของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พวกเขาไม่ได้ร้องขอ
การต่อต้านในรัฐต่างๆ
รัฐเมน กลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐที่ผ่าน “กฎหมายระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ทั่วทั้งรัฐเป็นการชั่วคราว” (Moratorium) โดยจะระงับการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลใหม่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 20 เมกะวัตต์ ขึ้นไปเป็นระยะเวลา 18 เดือน หรือมีผลไปจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2027 เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐมีเวลาเพียงพอในการศึกษาและประเมินผลกระทบอย่างละเอียด ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรน้ำ และพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงข่ายไฟฟ้า และความกังวลเรื่องการพุ่งสูงขึ้นของค่าไฟฟ้าในภาคครัวเรือน
นอกจากมาตรการระงับการก่อสร้างแล้ว รัฐเมนยังได้ผ่านกฎหมายเพิ่มเติมที่กำหนดให้โครงการศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีทางธุรกิจบางประการเหมือนในอดีตอีกด้วย
สำหรับรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นตลาดดาต้าเซนเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2026 ศาลอุทธรณ์สั่งเพิกถอนการจัดโซนนิ่งสำหรับโครงการ Digital Gateway ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ดาต้าเซนเตอร์ขนาด 2 ล้านตารางเมตร หลังถูกกลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไรฟ้องร้อง โดยแชป ปีเตอร์เซน ทนายความของกลุ่มผู้คัดค้านระบุว่า “ชุมชนกำลังตระหนักว่านี่ไม่ใช่เงินได้เปล่า แต่มันกระทบต่อมาตรฐานการครองชีพ และการรับรู้ของผู้คนต่อย่านที่อยู่อาศัยของตนเอง”
ขณะที่รัฐจอร์เจีย เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าอย่างจริงจัง ก่อนอนุญาตให้ก่อสร้างเพิ่มเติม ส่วนรัฐแมรี่แลนด์พิจารณามาตรการฉุกเฉินที่จะบังคับให้ดาต้าเซนเตอร์ต้องผลิตไฟฟ้าใช้เองทั้งหมด เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใช้ไฟครัวเรือน
ในระดับท้องถิ่นเองก็มีความพยายามควบคุมดาต้าเซนเตอร์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมืองทัลซาในโอคลาโฮมาที่สั่งระงับการสร้างเป็นเวลา 9 เดือน หรือในรัฐวิสคอนซิน ที่ชุมชนรอบเมืองมิลวอกีผ่านประชามติกำหนดให้การลดภาษีดาต้าเซนเตอร์ต้องได้รับความเห็นชอบจากชาวเมืองก่อน
ขณะที่ ชนเผ่าเซมิโนลกลายเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองกลุ่มแรก ที่ประกาศแบนดาต้าเซนเตอร์ในพื้นที่เขตอำนาจของตน เพื่อป้องกันไม่ให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือต้นทุนสาธารณูปโภคของคนในเผ่า
ส่วนในระดับประเทศ สมาชิกวุฒิสภา เบอร์นี แซนเดอร์ส และ สส. อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ ได้เสนอ “กฎหมายระงับดาต้าเซนเตอร์เอไอ” ที่เป็นการสั่งระงับการพัฒนาศูนย์ข้อมูลทั่วสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สภาคองเกรสมีเวลาในการศึกษา และทำความเข้าใจถึงผลกระทบของการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นหลักประกันว่าเอไอจะสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มแรงงาน มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนหรือทำลายสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของทรัมป์ที่มองว่าเอไอ เป็นความมั่นคงของชาติ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีที่ระบุชัดเจนว่า “เพื่อให้ชนะ บริษัทเอไอของสหรัฐ ต้องมีอิสระในการสร้างนวัตกรรมโดยไม่มีกฎระเบียบที่ยุ่งยาก” ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ว่าการรัฐต่างๆ
การประท้วงต่อต้านการสร้างดาต้าเซนเตอร์ยังคงแพร่กระจายไปทั่วสหรัฐ ตั้งแต่รัฐแมรี่แลนด์ที่กังวลเรื่องค่าไฟ ไปจนถึงเซาท์แคโรไลนา และนิวยอร์กที่ต้องการทบทวนด้านสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าดาต้าเซนเตอร์กำลังเผชิญกับแรงต้านที่รุนแรง ประชาชนไม่ได้มองดาต้าเซนเตอร์เป็นเพียงอาคารเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่มองว่าเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และความสงบสุขของชุมชนไปเพื่อแสวงหากำไรของบริษัทระดับโลก
ที่มา: Business Insider, Business Insider1, CNN, Financial Times, The New York Times, The Wall Street Journal
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

