วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ยูเอ็น’ เตือน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ภัยคุกคามทรัพยากรโลก แย่งใช้น้ำ-ไฟฟ้า-ที่ดิน 

‘ยูเอ็น’ เตือน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ภัยคุกคามทรัพยากรโลก แย่งใช้น้ำ-ไฟฟ้า-ที่ดิน 

รายงานฉบับใหม่ จากสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) เปิดเผยว่า “เอไอ” ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์อย่างที่หลายคนเข้าใจเท่านั้น แต่มันยังมีโครงสร้างพื้นฐานอย่าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล หากไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การขยายตัวของเทคโนโลยีนี้อาจทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกตกอยู่ในสภาวะตึงตัวอย่างรุนแรงภายในปี 2030

รายงานระบุว่า “รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Footprint) ของดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นน้ำและที่ดิน ซึ่งการศึกษาหลายฉบับที่วิเคราะห์ภาระที่แต่ละภูมิภาคต้องแบกรับ กลับไม่ให้ความสำคัญปัจจัยเหล่านี้เท่าที่ควร และการใช้ตัวชี้วัดเดียวอาจบดบังผลกระทบด้านลบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงาน

“รายงานฉบับนี้ไม่ใช่การต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ กล่าว แต่เป็นการเรียกร้องให้มีการใช้งานอย่างรับผิดชอบและแก้ไขผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจในเชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งนี้พัฒนาอยู่ภายใต้ขีดจำกัดของโลก” ศ.คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบัน UNU-INWEH พร้อมย้ำว่าเรามีเวลาไม่มากนักในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยั่งยืนและเท่าเทียม

เอไอแย่งใช้น้ำ ไฟฟ้า และที่ดิน

รายงานคาดว่า ภายในปี 2030 ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อนเอไอทั่วโลกจะใช้ไฟฟ้าสูงถึง 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง (Terawatt-hours) ต่อปี คิดเป็นสามเท่าของการใช้ไฟฟ้าต่อปีของประเทศปากีสถาน บังกลาเทศ และไนจีเรียรวมกัน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน หากเปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเทศหนึ่ง อุตสาหกรรมนี้อาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 6 ของโลกภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยจะครองส่วนแบ่งถึง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก

ในส่วนของทรัพยากรน้ำ รายงานคาดการณ์ว่าเอไอจะใช้น้ำพุ่งสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตรภายในปี 2030 โดยน้ำเหล่านี้ถูกใช้ไปในระบบระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์และกระบวนการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง น้ำปริมาณมหาศาลนี้เทียบเท่ากับความต้องการใช้น้ำขั้นพื้นฐานในครัวเรือนของประชากร 1,300 ล้านคนในภูมิภาคซับซาฮาราแอฟริกาตลอดทั้งปี 

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานของเอไอจะต้องใช้ที่ดินมากกว่า 14,500 ตร.กม. ซึ่งพื้นที่ขนาดนี้ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครเกือบ 10 เท่า โดยที่ดินเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อสร้างตัวอาคารดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงพื้นที่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่สำหรับการสกัดเชื้อเพลิงและแร่ธาตุที่จำเป็นในห่วงโซ่อุปทานของฮาร์ดแวร์

ศ.เชาเล่ย เหริน ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนของเอไอเสริมว่า “เอไอไม่ได้จำกัดอยู่แค่โมเดลและอัลกอริทึม แต่โครงสร้างของมัน ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์สร้างผลกระทบทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมมหาศาล”

ด้วยความเข้าใจผิด ที่คิดว่าเอไอเป็นเพียงโลกเสมือนจริงทำให้ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมถูกประเมินต่ำไปอย่างเป็นระบบ การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น

 

ใช้เอไออย่างไม่จำเป็น

รายงานพบว่า การใช้งานเอไอในชีวิตประจำวันและการหาข้อสรุป ใช้พลังงานมากถึง 80-90% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งมากกว่าขั้นตอนการฝึกฝนที่เคยเชื่อกันว่าเป็นขั้นตอนที่ใช้พลังงานมากที่สุด เนื่องจากบริการเอไอยอดนิยมมีการประมวลผลคำสั่งจากผู้ใช้นับพันล้านครั้งต่อวัน

ประเภทของงานที่มอบหมายให้เอไอ ก็ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญ การให้เอไอสร้างภาพเพียงภาพเดียวอาจใช้พลังงานมากกว่าการจำแนกข้อความปรกติถึง 1,000 เท่า ในขณะที่การสร้างวิดีโอสั้น ๆ อาจต้องการพลังงานมากกว่าเดิมถึง 200,000 เท่า เมื่อเทียบกับการทำงานพื้นฐาน ทั้งนี้อเล็กซ์ เฮอร์นันเดซ นักวิจัยจากสถาบัน MILA ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่นำมาศึกษาอาจยังประเมินต่ำไป เนื่องจากเป็นข้อมูลจากโมเดลรุ่นเก่าอย่าง GPT-4 

แม้ปัจจุบัน หลายฝ่ายจะพยายามหาทางให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับสร้างผลกระทบด้านอื่นตามมา ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นพลังงานชีวภาพ แม้จะลดการปล่อยคาร์บอนได้ 70% แต่กลับทำให้รอยเท้าทางน้ำเพิ่มขึ้น 30 เท่า และที่ดินเพิ่มขึ้น 100 เท่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาหนึ่งอาจเป็นการสร้างปัญหาใหม่ในพื้นที่อื่น

มิเรียม อัคเซล ผู้เขียนหลักของรายงานเตือนว่า “หากเราตัดสินความยั่งยืนของเอไอ เพียงแค่คาร์บอนอย่างเดียว เราอาจหลงเชื่อว่าพลังงานหมุนเวียนทำให้เอไอสะอาด แต่แท้จริงแล้วมันคือการย้ายภาระทางสิ่งแวดล้อมไปยังภูมิภาคที่ไม่ได้ต้องการแบกรับความเสี่ยงเหล่านั้น ความซับซ้อนนี้ทำให้การบริหารจัดการผลกระทบของเอไอเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง”

 

ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและขยะอิเล็กทรอนิกส์ 

ขณะเดียวกัน ความไม่เท่าเทียมในการกระจายผลประโยชน์และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นที่น่ากังวล ปัจจุบันมีเพียง 16% ของประเทศทั่วโลกที่มีดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอโดยเฉพาะ และ 90% ของขีดความสามารถเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐและจีน ในขณะที่กว่า 150 ประเทศขาดโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ทำให้เกิด “ช่องว่างทางดิจิทัล” (Digital Divide) ที่กว้างขึ้น

นอกจากความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีแล้ว “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ยังเป็นวิกฤติที่รออยู่ คาดว่าภายในปี 2030 จะมีขยะจากฮาร์ดแวร์เอไอ สูงถึง 2.5 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการทิ้งหอไอเฟล 250 แห่งทุกปี ขยะเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งขาดศักยภาพในการกำจัดอย่างปลอดภัย

ผลกระทบในระดับท้องถิ่นเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายพื้นที่ เช่น ในไอร์แลนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าไปถึง 21% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2023 ในอุรุกวัยและเม็กซิโก แผนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ท่ามกลางภาวะภัยแล้งรุนแรงได้นำไปสู่การประท้วงของประชาชนที่กังวลว่าน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคจะถูกแย่งชิงไปเพื่ออุตสาหกรรม

ดร.ทชิลิดซี มาร์วาลา อธิการบดีมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ สรุปว่า “ความสามารถของเอไอสามารถช่วยสร้างความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดีได้ แต่การสร้างความเท่าเทียมเป็นเรื่องที่ยังต้องมีคนเข้ามาบริหารจัดการ รัฐบาลและบริษัทผู้พัฒนาจึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศเอไอที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใสและคำนึงถึงขีดจำกัดของโลกเป็นสำคัญ”

รายงานเรียกร้องให้มี “ระบบนิเวศเอไอที่มีความรับผิดชอบ” ผ่านความโปร่งใสของบริษัทผู้พัฒนา การวางแผนการใช้ทรัพยากรของรัฐบาล และการที่ผู้ใช้ควรเลือกใช้งานเอไอเฉพาะในงานที่จำเป็นและมีผลกระทบต่ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิวัติเทคโนโลยีนี้จะไม่เกินขีดจำกัดของดาวเคราะห์โลก


ที่มา: EarthEl PaisTIME