วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ไทยเร่งบริหารแหล่งปิโตรเลียมก่อนหมดอายุ รักษาความมั่นคงพลังงาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงาน ชี้ไทยเร่งบริหารแหล่งปิโตรเลียมก่อนหมดอายุ ลดเสี่ยงพึ่ง LNG รักษาความมั่นคงพลังงาน

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และการทยอยสิ้นสุดอายุของแหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งในประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงานเสนอให้ภาครัฐเร่งวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติ ลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ แต่ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และจะมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ เนื่องจากสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน

ประเทศไทยยังจำเป็นต้องรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะหากปริมาณการผลิตลดลง จะต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนสูงและผันผวนตามสถานการณ์พลังงานโลก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

พลังงานในโลกเดือด การเปลี่ยนผ่านที่ไทยเลี่ยงไม่ได้

ทาโร จับมือ มศว เปิดตัว 'กล่องกู้โลก' พลิกขยะเป็นพลังงาน

ปรับปรุงบริหารจัดการสัมปทานสอดคล้องบริบทอุตสาหกรรม

ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลของนโยบายพลังงานใน 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม (Energy Equity) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ซึ่งเป็นหลักการที่หลายประเทศใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายพลังงาน โดยการขับเคลื่อนด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพังอาจส่งผลกระทบต่ออีกสองด้านได้

สำหรับประเด็นแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะครบอายุสัมปทาน ดร.คุรุจิต เห็นว่า "หากรอให้สัมปทานใกล้หมดอายุแล้วจึงเริ่มดำเนินการ อาจทำให้เกิดช่องว่างของการผลิต (Operational Gap) ส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง และต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น" ดังนั้น ควรเริ่มดำเนินการล่วงหน้าก่อนหมดอายุหลายปี เนื่องจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นการลงทุนระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความชัดเจนด้านนโยบายและกรอบเวลาการดำเนินงาน เพื่อสามารถวางแผนลงทุนและรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

กรณีแหล่งเอราวัณเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านผู้ดำเนินการที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติลดลงในช่วงหนึ่ง และประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศ

ดร.คุรุจิต เสนอว่า ภาครัฐควรพิจารณาปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการสัมปทานให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของกำลังการผลิต โดยเฉพาะในแหล่งที่ยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์และสามารถผลิตได้อย่างคุ้มค่า

ไทยเร่งบริหารแหล่งปิโตรเลียมก่อนหมดอายุ  รักษาความมั่นคงพลังงาน

ทั้งนี้ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไม่ใช่เพียงการควบคุมราคาพลังงานในระยะสั้น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนของประเทศในระยะยาว ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงของระบบพลังงาน โดยการรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศควบคู่กับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างสมดุล และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

"การตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้ จะมีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า การรักษาความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติภายในประเทศจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ควบคู่กับการพัฒนาพลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม" ดร.คุรุจิตกล่าว