หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญต่อมาที่ถูกจับตามองอย่างสูง ก็คือ การใช้เงินกู้ดังกล่าวของรัฐบาล 2 ส่วน คือ 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่ดูเหมือนเป้าหมายไม่ชัดเจน และผลประโยชน์ตกถึงประชาชนอย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญเรื่องนี้พรรคประชาชนจับจ้องตาเป็นมัน เพราะส่อว่าจะมีการยัดไส้โครงการหรือไม่
โดยล่าสุด “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ค่อนข้างมั่นใจว่า สิ่งที่เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ถูกต้องและสร้างความหวั่นไหวให้รัฐบาล
เห็นได้จากกรณีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แคตตาล็อกที่ดิชั้นโพสต์เมื่อวาน… วันนี้มหาดไทยยกเลิกแล้วจ้า
พร้อมภาพเอกสาร หนังสือของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ระบุ “ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
ก่อนหน้านี้ “ศิริกัญญา” แถลงข่าวที่รัฐสภา (9 ก.ค.69) ว่า โครงการต่างๆ ที่จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว แต่ในช่วงเพียง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
กลับมีการให้ข่าวจากรัฐมนตรีหลายคน ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าว
“ศิริกัญญา” อ้างว่า พรรคได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่รายการโครงการที่ท้องถิ่นเสนอขึ้นเอง แต่มีลักษณะเป็นแคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้
โดยหลายโครงการ เช่น รถขยะ EV ลานกีฬาโซลาร์ เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้สะท้อนว่าจะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง หรือส่งผลต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ
“ศิริกัญญา” ชี้ประเด็นในมุมมองพรรค สงสัยว่ารายการโครงการดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่มีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ พร้อมแสดงความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้แต่ต้นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท
สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงเป็นเพียงการสอดไส้โครงการ โดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง และอาจถูกใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
ส่วนถามว่า หลังจากนี้โครงการต่างๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์จะตัดออกอย่างไร “ศิริกัญญา” กล่าวว่า จะต้องใช้กลไกของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงินโดยเฉพาะ แต่ในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณปี 70 ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ได้เพราะหลายโครงการที่ของบประมาณเข้ามาซ้ำซ้อนกัน ทั้งนี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบปี 70 มีกว่า 7,000 ล้านบาท
ถ้า 200,000 ล้านบาทนี้ยืนยันว่าใช้ได้แล้วก็ต้องพิจารณาเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงการ และมีอีกหนึ่งก้อนในรายการงบกลางปี 70 เป็นรายการค่าใช้จ่ายในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท
โดยงบก้อนนี้ให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีเงินสะสมหรือมีเงินนอกงบประมาณ ออกเงินคนละครึ่งกับรัฐบาลเพื่อจัดทำโครงการดังกล่าว วงเงินจะไม่ใช่แค่ 200,000 ล้านบาทแล้ว แต่จะเป็น 212,000 ล้านบาท จึงกังวลว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้นหรือไม่ ถ้าจะต้องตัดทางใดทางหนึ่งต้องทำอย่างไร เพราะ 200,000 ล้านบาทในพ.ร.ก.เราไม่มีอำนาจไปยุ่งในวงเงิน
นอกจากว่าจะโหวดคว่ำพ.ร.ก.ได้ทั้งฉบับ แต่งบประมาณปี 70 ถ้า 12,000 ล้านบาท ซ้ำซ้อนกับ 200,000 ล้านบาทที่ออกโดย พ.ร.ก. ก็อาจจะตัดได้ทั้งโครงการเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น( สถ.) ก็ได้ออกมาชี้แจงกรณี “ศิริกัญญา” โพสต์วิจารณ์โครงการพ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้าน เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจเป็นการสอดไส้โครงการ โดยมีแคตตาล็อกให้ท้องถิ่นเลือกว่า กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการประสาน รวบรวม และกลั่นกรองข้อเสนอโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยมีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงานฟอสซิล
ทั้งนี้โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) หรือโครงการครุภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับใช้บริการสาธารณะ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) เช่น รถพยาบาล (รถตู้) พลังงานไฟฟ้า(EV) รถพยาบาลฉุกเฉิน (รถกระบะ) พลังงานไฟฟ้า (EV) หรือรถกระบะพลังงานไฟฟ้า (EV) ฯลฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความและสร้างความเข้าใจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการออกให้บริการด้านสาธารณสุขเชิงรุกในชุมชน ไม่ใช่การทำแคตตาล็อกบังหน้าแต่อย่างใด
“วรศิษฎ์” กล่าวว่า การพิจารณาโครงการยังต้องอ้างอิงตามบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณอย่างชัดเจน และเพื่อความโปร่งใส กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์ข้อเสนอแผนงานหรือโครงการไว้อย่างรัดกุม
สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน งบ 2 แสนล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นลดพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามแผน PDP 2026 ซึ่งครอบคลุมโครงการหลักดังนี้
อุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนับสนุนการเปลี่ยนรถยนต์ภาครัฐ รถสาธารณะ (รถเมล์/รถพยาบาล) เป็นรถอีวี และการติดตั้งสถานีชาร์จพลังงานทางเลือกภาคประชาชน โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) สำหรับภาคครัวเรือนและชุมชน การลดการใช้พลังงานฟอสซิล การปรับปรุงระบบไฟฟ้า ระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยสรุปก็คือ ต้นทุนสูง : ค่าติดตั้งหลักแสนบาท และแบตเตอรี่เก็บไฟยังมีราคาสูง กติกาห้ามไฟย้อน : กรณีไฟที่ผลิตได้ตอนกลางวัน (ช่วงที่ไม่อยู่บ้าน) มักไหลย้อนไม่ได้ ทำให้ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ปัญหาเทคนิค : การผลิตไฟขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เสี่ยงต่อฟ้าผ่า/ลมพายุ และช่างที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องกฎหมาย : ขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งยุ่งยาก และขาดนโยบายรับซื้อแบบหักลบกลบหน่วย (Net Metering) ที่ชัดเจน
ที่สำคัญ ในมุมมองของนักวิชาการ นโยบายเรื่องนี้ยังมีจุดอ่อนอยู่ไม่น้อย และอาจไม่เปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง
กรณี ผศ.ประสาท มีแต้ม ในฐานะที่เป็น อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เห็นว่า การกู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของรัฐบาล มีประเด็นที่น่าสนใจ 2 ข้อ คือ
1) รัฐบาลมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วหรือไม่ ว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังพูดถึงนั้นต้องการนำประเทศไปสู่จุดใด และจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด
2) ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการใช้เงินก้อนนี้หรือไม่
“รัฐบาลบอกว่า จะเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่การพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดี แต่รายละเอียดไม่มี เปลี่ยนอย่างไร วัดผลอย่างไร และประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร เรายังไม่เห็นคำตอบ”
ผศ.ประสาท อธิบายว่า ในทางวิชาการ คำว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนรถราชการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการปรับโครงสร้างระบบพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่รูปแบบการผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงที่ใช้ การกระจายอำนาจการเป็นเจ้าของพลังงาน ตลอดจนระบบสายส่ง และการมีส่วนร่วมของประชาชน
เป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานได้ในเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในการผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากกว่า 50% ของกำลังผลิตทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงประมาณ 21% ขณะเดียวกัน ประเทศไทยใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงประมาณ 14% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณ 34%
นั่นหมายความว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานโลกผันผวน ไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ
นอกจากนี้ ผศ.ประสาท ย้ำว่า ข้อมูลจากระบบข้อมูลการค้าระหว่างประเทศแบบบูรณาการ (World Integrated Trade Solution : WITS) เป็นฐานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศที่พัฒนาโดย ธนาคารโลก (World Bank) สะท้อนว่า ในปี 2567 ไทยเป็นผู้นำเข้า LNG อันดับ 8 ของโลก ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจของประเทศอยู่อันดับ 31 ของโลก ค่าใช้จ่ายนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นจากประมาณ 100,000 ล้านบาทก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นกว่า 270,000 ล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นแตะ 340,000 ล้านบาท หากราคายังอยู่ในระดับปัจจุบัน
ที่น่าสนใจ ผศ.ประสาท เห็นว่า ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของการใช้เงินกู้ก้อนนี้ คือ การลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ LNG รัฐบาลควรประกาศให้ชัดเจนว่า เงินลงทุน 200,000 ล้านบาท จะช่วยลดการนำเข้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศได้เท่าใด และประชาชนจะได้รับประโยชน์ในรูปแบบใด
เพราะเงินก้อนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายของรัฐ แต่เป็นหนี้สาธารณะที่คนรุ่นหลังต้องร่วมกันรับภาระชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย....
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่หลายคนต้องไม่ลืม คือ โครงการนี้ใช้งบประมาณถึง 2 แสนล้านบาท ทั้งยังเป็นงบประมาณจากเงินกู้ ที่ต้องเอาเงินภาษีจากประชาชนไปใช้หนี้
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การเอื้อประโยชน์นายทุนใกล้ชิดพรรคการเมือง นักการเมือง และการจัดซื้อจัดจ้างที่เครือข่ายการเมืองได้ประโยชน์ ซ้ำรอยหลายโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งผลาญงบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ส่วนเป้าหมายเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงหรือไม่ อาจเป็นแค่ข้ออ้างสวยหรูให้สมกับจำนวนเงินมหาศาลเท่านั้นหรือไม่? ก็นับว่าน่าจับตามอง


