เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติครั้งสำคัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ในวาระที่ 2 และ 3 ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าและการแก้ไขเนื้อหาสำคัญที่อาจกระทบต่อสิทธิของประชาชน โดยผลการลงมติปรากฏว่าวุฒิสภาเห็นชอบกับร่างที่มีการแก้ไขในหลายประเด็น ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือการส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณายืนยัน หากมีความเห็นไม่ตรงกันอาจนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายฉบับนี้
มหากาพย์กฎหมายอากาศสะอาด
เส้นทางของร่างกฎหมายอากาศสะอาดไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็น “ร่างลูกผสม” ที่รวมเอาข้อเสนอจากทั้งคณะรัฐมนตรียุคเศรษฐา ทวีสิน พรรคการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาล ตลอดจนร่างภาคประชาชนจากเครือข่ายอากาศสะอาดเข้าด้วยกัน โดยผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568,
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ชั้นวุฒิสภา กระบวนการกลับเผชิญกับอุปสรรคหลายระลอก ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง จนกระทั่งมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้กฎหมายต้องหยุดชะงักลง จนเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติยืนยันร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กระบวนการจึงเดินหน้าต่อได้ในกรอบเวลา 30 วัน และมีการขยายเวลาจนมาถึงเส้นตายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่วุฒิสภาต้องตัดสินใจครั้งสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม
การประชุมยืดเยื้อ และข้อครหาการ "เตะถ่วง"
การประชุมระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดและถูกตั้งคำถามจากสมาชิกบางส่วนถึงความรวดเร็วและความรอบคอบ ในวันแรกของการประชุม (7 กรกฎาคม) ปรากฏเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการประวิงเวลา เช่น การขอพักประชุมยาวเกือบ 2 ชั่วโมง โดยอ้างเหตุผลการรับประทานอาหารและการลงไปร่วมแถลงข่าวผลงานของ สว. จนสมาชิกบางคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจทำให้การพิจารณาที่มีมากถึง 273 มาตราเป็นไปอย่างเร่งรีบเกินไปจนประชาชนมองว่าไม่รอบคอบ
นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการยังแจ้งต่อที่ประชุมว่าได้รับประสานจากทาง สส. ว่าอาจต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาเนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงหลักการ ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่า ร่างฉบับวุฒิสภาอาจไม่ได้รับการยอมรับโดยง่ายจากสภาล่าง
5 จุดเปลี่ยนสำคัญที่ สว. แก้ไขจน ต่างจากชั้น สส.
สิ่งที่ทำให้การโหวตครั้งนี้เป็นที่จับตามองอย่างมาก คือการที่วุฒิสภาตัดสินใจ "ตัด" และ "เติม" เนื้อหาสำคัญหลายประการที่เคยบรรจุไว้ในร่างฉบับ สส. ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
1. ตัดสิทธิประชาชน "ร้องขอให้มีการคุ้มครองฉุกเฉิน" และ "ฟ้องแทนกลุ่ม"
หนึ่งในประเด็นที่เป็น "หัวใจ" ของภาคประชาชนคือสิทธิในการร้องขอให้ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวในกรณีเกิดมลพิษร้ายแรง และสิทธิขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในการฟ้องคดีแทนประชาชน
แม้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะพยายามชี้ให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศเป็น "ภัยเงียบ" ที่ส่งผลระยะยาวและต้องการกลไกเยียวยาที่รวดเร็ว แต่เสียงข้างมากของ สว. กลับโหวตให้ตัดออก โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายเดิมที่มีอยู่ครอบคลุมอยู่แล้วและการระบุเพิ่มอาจเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาล
2. ปิดประตู "PRTR" – ตัดระบบฐานเปิดเผยข้อมูลมลพิษ
ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญระดับสากลในการเปิดเผยว่าโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษใดปล่อยสารชนิดใดบ้าง ถูก สว. เสียงข้างมากโหวตให้ตัดออก แม้จะมีการโต้แย้งว่านี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ฝ่ายกรรมาธิการวิสามัญอ้างว่าเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับกฎหมายฉบับอื่นในอนาคตและเพื่อให้ถ้อยคำในกฎหมายกระชับขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลมลพิษได้ยากขึ้นกว่าเดิม
3. "ตัวแทนภาคทุน" ผงาดนั่งคณะกรรมการ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่คือการเพิ่มโควตาโดยตำแหน่งให้แก่ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้ามาเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด และคณะกรรมการกองทุน
ขณะที่คณะกรรมการระดับจังหวัด ข้อมูลใหม่จากการแก้ไขโดย สว. กำหนดให้ ประธานหอการค้าจังหวัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีตำแหน่งในคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดด้วย
แม้จะมีสมาชิก สว. บางส่วนทักท้วงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีตัวแทนจากภาคเกษตรกรรมหรือส่วนอื่นมานั่งโดยตำแหน่งบ้าง แต่เสียงข้างมากกลับเห็นชอบ โดยมองว่าภาคเอกชนคือผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและควรมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น
4. ยกเลิกความรับผิดของ "สถาบันการเงิน"
ร่างฉบับ สส. เคยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีความรับผิดชอบหากให้การสนับสนุนแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งในและต่างประเทศ เช่น การปล่อยกู้ให้ธุรกิจที่ก่อมลพิษข้ามแดน แต่ในการประชุมครั้งนี้ สว. ได้โหวตให้ ตัดบทบัญญัติเรื่องความรับผิดของสถาบันการเงินออกไปทั้งหมด ทั้งกรณีในประเทศและนอกประเทศ ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น
5. เซย์โนระบบ "ฝากไว้ได้คืน" และเครื่องจักรภาคเกษตร
มาตรการทางเศรษฐศาสตร์อย่างระบบ "ฝากไว้ได้คืน" ที่ออกแบบมาเพื่อลดมลพิษจากผลิตภัณฑ์ถูกตัดทิ้ง เช่นเดียวกับมาตรการบังคับให้พื้นที่เกษตรกรรมต้องติดตั้งระบบตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศ ซึ่ง สว. มองว่าเป็นภาระเกินไปสำหรับเกษตรกร จึงได้โหวตตัดทิ้งเช่นกัน
เปลี่ยนตัวประธานจาก "อบจ." เป็น "ผู้ว่าฯ"
ในระดับจังหวัด มีการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนเรื่องการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากเดิมที่เป็น "นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)" ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ให้กลับไปเป็น "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ตามแนวทางรัฐราชการรวมศูนย์ ท้ายที่สุด สว. เสียงข้างมากเห็นชอบให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้กุมอำนาจบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นการดับฝันการกระจายอำนาจในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ภาคประชาชนเรียกร้อง
กองทุนอากาศสะอาด ความหวังที่ยังหลงเหลือ
แม้จะมีความพยายามจาก สว. บางท่านที่เสนอให้ตัด "กองทุนเพื่ออากาศสะอาด" ทิ้งไปเลย โดยอ้างเรื่องความโปร่งใสและวินัยการเงินการคลัง แต่ที่ประชุม สว. ยังคงเห็นความสำคัญของกลไกนี้ โดยตัวแทนภาคประชาชนในกรรมาธิการชี้แจงว่า งบประมาณปกติอาจไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่องสำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว กองทุนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่อากาศสะอาดได้อย่างแท้จริง ผลการลงมติคือ สว. เห็นชอบให้คงกองทุนไว้ด้วยคะแนน 133 ต่อ 2 เสียง
สัญญาณอันตรายหรือทางออกที่เหมาะสม?
จากวาระที่สอง (พิจารณารายมาตรา) สว. ได้อภิปรายและลงมติในแต่ละมาตราที่มีการแก้ไขหรือสงวนความเห็นเสร็จสิ้นแล้ว โดยในครั้งนี้มีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญไปมาก เช่น การตัดระบบ PRTR ตัดสิทธิการฟ้องคุ้มครองฉุกเฉิน และการเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการต่าง ๆ
ส่วนวาระที่ 3 (การพิจารณาเห็นชอบทั้งฉบับ) เมื่อเวลา 13:46 น. ของวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เป็นการลงมติในขั้นตอนสุดท้ายของวุฒิสภาเพื่อเลือกว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านการแก้ไขในวาระ 2 มาแล้วทั้งฉบับ ซึ่งผลปรากฏว่า สว. เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 145 เสียง (ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 11 เสียง)
ขั้นตอนสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นต่อไป
ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 137 (3) เมื่อ สว. แก้ไขร่างกฎหมาย จะต้องดำเนินการดังนี้
ต้องส่งร่างฉบับที่ สว. แก้ไขนี้กลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรดูว่า "เห็นชอบ" กับสิ่งที่ สว. แก้ไขมาหรือไม่ หาก สส. เห็นชอบ ก็สามารถนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้
หาก สส. ไม่เห็นชอบ จะต้องมีการตั้ง "คณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสองสภา" เพื่อหาข้อยุติในประเด็นที่เห็นต่างกันอีกครั้ง
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้
- การยืนยันจาก สส.: สภาผู้แทนราษฎรจะยอมรับการแก้ไขของ สว. ที่ถูกมองว่า "เอื้อทุนและตัดสิทธิประชาชน" หรือไม่
- การตั้งกรรมาธิการร่วม: หาก สส. ไม่เห็นด้วย จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการสองสภา ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก และอาจไม่ทันกรอบเวลาการพิจารณาในสมัยประชุมนี้
- การบังคับใช้จริง: กฎหมายฉบับนี้จะสามารถ "แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5" ได้จริงหรือไม่ หากขาดเครื่องมือสำคัญอย่าง PRTR และการฟ้องคดีโดยภาคประชาชน
กฎหมายอากาศสะอาดที่ประชาชนรอคอยมาอย่างยาวนานกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ว่าสุดท้ายแล้วเราจะได้กฎหมายที่ "สะอาด" และ "ทรงพลัง" ในการปกป้องลมหายใจของประชาชน หรือจะได้เพียงกฎหมายที่เป็นเสือกระดาษและถูกลดทอนอำนาจโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ
อ้างอิง: iLaw


